
เคบับ "บาบาราฟี" ไม่หยุดพัฒนา-กล้าลงมือทำ
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หากพูดถึงนักธุรกิจในอินโดนีเซีย ที่สามารถไต่เต้าสร้างความสำเร็จมาด้วยลำแข้งของตนเองตั้งแต่อายุยังน้อยแล้ว เชื่อเลยว่าคงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก “เฮนรี เซติโน” เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์เคบับตุรกียี่ห้อ “บาบาราฟี” วัย 30 ปี ซึ่งปัจจุบันธุรกิจมีสาขากระจายทั่วอินโดนีเซียและมาเลเซียแล้วมากกว่า750 ร้าน
เซติโน ยังได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ขณะที่นิตยสารบิสเนสวีกส์ก็ยกย่องให้ เซติโน เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จของเอเชียในปี 2007 อีกด้วย ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่ได้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีเสียด้วยซ้ำ
จุดเริ่มต้นของธุรกิจแฟรนไชส์เคบับแดนอิเหนา เกิดจากการที่ เซติโน มีโอกาสไปลิ้มลองเคบับ ในขณะที่ได้ติดตามพ่อไปทำงานในประเทศกาตาร์ ภายหลังจากได้ซื้อทานมาหลายครั้ง ก็ทำให้ เซติโน เริ่มกลับมาตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ลองนำเคบับอร่อยๆ เช่นนี้กลับไปให้ชาวอินโดนีเซียได้มีโอกาสลิ้มลองดูบ้าง
ทว่า การเริ่มต้นทำธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งในช่วงนั้นเจ้าตัวก็ยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมเลยด้วยซ้ำ ทว่า เซติโน ก็อาศัยความตั้งใจจริงด้วยการเข้าไปเรียนรู้การทำเคบับ และซื้อสูตรมาลองทำ รวมไปถึงใช้เทคนิคครูพักลักจำเอาจากการสัมมนาทางธุรกิจต่างๆ
ในที่สุดนักธุรกิจหนุ่มชาวอินโดนีเซีย ก็ได้เริ่มต้นธุรกิจขายเคบับยี่ห้อ “บาบาราฟี” ในปี 2003 โดยใช้เพียงรถเข็นและลูกจ้างเพียง 1 คน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการขายเคบับเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับชาวอินโดนีเซียในช่วงเวลานั้น อีกทั้งด้วยรสชาติเคบับแบบชาวอาหรับแท้ ก็ทำให้ไม่ค่อยถูกปากคนอินโดนีเซีย จึงทำให้การขายไม่ดีอย่างที่ฝันไว้
อย่างไรก็ตาม เซติโน ก็ไม่ได้ย่อท้อและนำความผิดพลาดมาปรับแก้ ด้วยการลองปรับปรุงสูตรและรสชาติเคบับให้เหมาะกับคนพื้นเมือง ขณะเดียวกันก็ตกแต่งรถเข็นที่ขายอยู่ให้มีสไตล์มีสีสัน ซึ่งผลที่ได้รับกลับมาก็ทำให้ธุรกิจดังกล่าวเริ่มดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถเลี้ยงตัวเองได้
หลังต่อสู้ได้สักระยะ บวกกับสไตล์การทำธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่ ที่กล้าทำตามฝันก็ทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้น และทำให้มีคนมาขอแฟรนไชส์จำนวนมาก
ถึงกระนั้น แม้ว่าธุรกิจเคบับจะเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่า เซติโน ต้องการจะขยายแฟรนไชส์ออกไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาและไม่ใส่ใจคุณภาพ เพราะมีหลายครั้งทีเดียวที่ต้องยกเลิกแฟรนไชส์ของผู้ประกอบการหลายราย เนื่องจากไม่ทำตามข้อตกลงและมาตรฐานของ เซติโน
นอกจากนี้ แม้ว่ามีนักธุรกิจในกรุงจาการ์ตาสนใจจะนำไปเปิด ทว่า เซติโน เลือกที่จะรอเวลาอีกระยะ เพราะในช่วงเวลานั้นแบรนด์ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเจาะตลาดในเมืองหลวงได้
ด้วยจังหวะการเดินทางธุรกิจที่ค่อยเป็นค่อยไป และใส่ใจในคุณภาพของสินค้า ในที่สุด วันแห่งความสำเร็จก็มาถึงเมื่อ เซติโน ได้ตัดสินใจขยายร้านแฟรนไชส์ไปในกรุงจาการ์ตาในปี 2007 ซึ่งในที่สุด แบรนด์เคบับ “บาบาราฟี” ก็สามารถครองใจคนเมืองหลวงอินโดนีเซียได้อย่างรวดเร็ว และต่อมาก็สามารถเจาะตลาดเข้าไปในมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งคำสรรเสริญเยินยอ จากทั้งในและต่างประเทศมากมาย ทว่าเจ้าตัวเห็นว่ายังไม่ประสบความสำเร็จจริง โดยให้เหตุผลว่า หากคิดเช่นนั้นจะทำให้ตนเองหยุดพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปกว่าเดิม
“คนที่คิดว่าประสบความสำเร็จแล้ว จะหยุดการพัฒนาต่อไป และผมคิดว่าความสำเร็จของผมเป็นเพียงแค่แรงบันดาลให้กับคนอื่นๆ ได้เดินตามเท่านั้น” เซติโน กล่าว พร้อมย้ำว่า หากมีโอกาสและเวลาว่างเจ้าตัวอยากเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
เซติโน ได้สรุปปิดท้ายว่า สิ่งที่ทำให้ตนเองมีวันนี้ได้เกิดจากคำ 3 คำที่จำใส่ใจไว้นั่นคือ ช่างสังเกต การเรียนรู้จดจำ และการประยุกต์ใช้
จึงนับเป็นปรัชญาและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่น่านำมาประยุกต์ใช้ไม่น้อย







