
ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
ตามที่มีข่าวว่า ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาในคดี ผบ.1212/2555 ระหว่างบริษัท ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เทเวศประกันภัย จำเลย เรื่องชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยทรัพย์สินและประกันภัยก่อการร้าย กรณีเกิดเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าเซน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 เป็นเงิน 1,712 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี รวมทั้งขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่โจทก์ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายด้วย
ตามที่มีข่าวว่า ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาในคดี ผบ.1212/2555 ระหว่างบริษัท ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เทเวศประกันภัย จำเลย เรื่องชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยทรัพย์สินและประกันภัยก่อการร้าย กรณีเกิดเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าเซน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 เป็นเงิน 1,712 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี รวมทั้งขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่โจทก์ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายด้วย
พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ จำเลยแล้ว ไม่เข้าข่ายก่อการร้ายแต่เป็นภัยที่เกิดจากการจลาจล จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้กับโจทก์ จำนวน 1,647.7 ล้านบาท จำเลยประกอบอาชีพรับประกันภัย จึงทราบดีถึงขอบเขตความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ แต่จำเลยเป็นบริษัทประกันภัยกลับปัดความรับผิดชอบ จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่เคารพสิทธิผู้บริโภค อันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดอีกจำนวน 329.55 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสิ้น 1,977.3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นและให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 6 หมื่นบาท
หลายท่านยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหมายความว่าอย่างไร ผมจึงขอนำความหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้บริโภคจะได้นำไปใช้ประโยชน์เรียกร้องค่าเสียหายในกรณีผู้ประกอบธุรกิจเอาเปรียบผู้บริโภคต่อไป ในประเด็นดังต่อไปนี้
1.พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 บัญญัติว่า ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพ หรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้น จากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ต่างๆ เช่น ความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ การที่ผู้ประกอบธุรกิจได้บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผู้บริโภคมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย
การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจกำหนดได้ไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดมีจำนวนเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกิน 5 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด
2.การนำบทบัญญัติดังกล่าวไปเรียกร้องค่าเสียหายกับผู้ประกอบธุรกิจ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพดังต่อไปนี้
การจองบ้าน จองคอนโด ไม่ยอมก่อสร้าง เชิดเงินหนี ผู้บริโภคนอกจากจะเรียกร้องเอาเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแล้ว ยังอาจเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้
การเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เช่น ให้เช่าซื้อแล้วโอนทะเบียนไม่ได้ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ทำให้ผู้เช่าซื้อใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่ได้ ผู้เช่าซื้ออาจเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นได้
คดีบริษัทประกันภัย รถทำประกันภัย ประกันวินาศภัย ประกันภัยค้ำจุน เมื่อเกิดเพลิงไหม้ เกิดการโจรกรรมทรัพย์สิน หรือรถเกิดอุบัติเหตุไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัย อาจเรียกค่าเสียหายหรือการลงโทษเพิ่มขึ้นได้
ซื้อรถยนต์สภาพชำรุดบกพร่อง ไม่ยอมเปลี่ยนรถใหม่ให้และก็ไม่สามารถซ่อมได้ให้มีสภาพปกติ ทำให้ผู้ซื้อได้รับความเดือดร้อน อาจเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากค่าเสียหายที่แท้จริงได้
การจ้างทนายความ รับเงินค่าธรรมเนียมศาลแล้วไม่ฟ้องคดี และยังรายงานเท็จลูกความ จนคดีขาดอายุความ ลูกความเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริง
บัตรเครดิต บัตรเงินด่วน สินเชื่อส่วนบุคคล ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว ไม่นำเงินที่ชำระไปหักจากต้นเงินหรือคิดค่าธรรมเนียมที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเอาเปรียบ เรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ เป็นต้น
3.กรณีที่จะเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ จากผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
เจตนาเอาเปรียบผู้บริโภค
จงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค
การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
4.การเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเรียกได้เพียงใด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเรียกได้ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดค่าเสียหายที่แท้จริงแล้ว ถ้าศาลเห็นสมควรลงโทษผู้ประกอบธุรกิจ ศาลกำหนดได้อีกไม่เกิน 2 เท่า ของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน 5 หมื่นบาท ศาลลงโทษโดยกำหนดค่าเสียหายได้ไม่เกิน 5 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง
สุดท้ายนี้ ขอฝากไปถึงผู้ประกอบธุรกิจว่า จะต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ถ้าเอาเปรียบผู้บริโภค อาจถูกผู้บริโภคเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า ส่วนผู้บริโภคถ้าซื้อสินค้าหรือใช้บริการผู้ประกอบธุรกิจ เห็นว่าเป็นพวกเอาเปรียบผู้บริโภค ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดีมากสำหรับผู้บริโภคว่า การกระทำธุรกิจจะต้องไม่เห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่ได้ เพราะอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีกถึง 2 เท่า คำพิพากษาศาลแพ่ง แผนกคดีผู้บริโภค ถือว่าเป็นการจุดประกายให้กับผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคใส่ใจในสินค้าและบริการมากขึ้น







