
รื้อเงื่อนไขกองทุนภัยพิบัติ
ถือฤกษ์ครบ1ปี28มี.ค.นี้ทบทวนใหม่ ยันดีกว่าเก่าหลังรัฐทุ่มงบป้องกันน้ำท่วม
ถือฤกษ์ครบ1ปี28มี.ค.นี้ทบทวนใหม่ ยันดีกว่าเก่าหลังรัฐทุ่มงบป้องกันน้ำท่วม
กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติเล็งทบทวนเงื่อนไข หลังครบ 1 ปี เหตุการณ์น้ำท่วมแห่งชาติ
นายประเวช องอาจสิทธิกุล คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า วันที่ 28 มี.ค. 2556 นี้ กองทุนฯ จะมีอายุครบ 1 ปี จะมีการทบทวนราคาเบี้ยประกันภัยเงื่อนไขความคุ้มครองอีกครั้ง เพราะภาวะตึงตัวด้านการรับประกันภัยต่อเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากการที่มีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรมด้วยงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และภาคเอกชนก็มีการทำแนวป้องกันเต็มที่
“อาจจะมีการทบทวนเงื่อนไขความคุ้มครองมากกว่า เช่น อาจจะเพิ่มความคุ้มครองขึ้น เพราะตอนนี้บริษัทประกันภัยต่อเข้ามาบ้านเราเยอะแล้ว ทางบริษัทประกันภัยไทยสามารถที่จะติดต่อกับทางประกันภัยต่อได้โดยตรง ในเงื่อนไขที่ผ่อนคลายมาก หลังจากที่มีโครงการบริหารจัดการน้ำออกมา” นายประเวช กล่าว
นายประเวช กล่าวว่า ปัจจุบันทางบริษัทประกันภัยมีการขายความคุ้มครองน้ำท่วมวงเงินคุ้มครองประมาณ 7 หมื่นล้านบาท มีการส่งประกันภัยต่อมาที่กองทุนฯ 5 หมื่นล้านบาท รับความเสี่ยงไว้เอง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าวงเงินการส่งประกันภัยต่อมาที่กองทุนฯ จะลดลง เมื่อกรมธรรม์ครบ 1 ปี เพราะคาดว่าทางบริษัทประกันภัยจะรับความเสี่ยงไว้เองเพิ่มขึ้น และประชาชนที่เคยซื้อประกันภัยพิบัติไว้จะต่อสัญญาประกันภัยมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนฯ จะยังทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งทางที่ปรึกษาจัดทำประกันภัยต่อ ได้ให้กองทุนฯ รอดูสถานการณ์ต่อไปอีกประมาณสิ้นเดือน เม.ย. เพื่อมาทบทวนว่าถึงเวลาที่จะต้องซื้อประกันภัยต่อหรือยัง จากปัจจุบันที่กองทุนฯ รับความเสี่ยงไว้เอง
“จากการออกไปสำรวจความเห็นประชาชน แล้วเขาไม่รู้จักกองทุนฯ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราไม่ได้รับประกันจากประชาชนโดยตรง คนที่ไปขายและไปเจอกับประชาชนคือบริษัทประกันภัย” นายประเวช กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันประกันภัยพิบัติ บ้านที่อยู่อาศัยคิดที่ 0.5% ของวงเงินความคุ้มครอง หรือ ทุนประกันภัยไม่เกิน 1 แสนบาท เอสเอ็มอีคิดที่ 1% ของทุนประกัน และอุตสาหกรรมคิดที่ 1.25% ของทุนประกันภัย โดยจะให้ความคุ้มครองภัยพิบัติไม่เกิน 30% ของวงเงินประกันภัยทรัพย์สิน
สำหรับ ประชาชนที่จะเคลมได้เมื่อเข้าเงื่อนไข อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ คณะรัฐมนตรีประกาศเป็นภัยพิบัติ มีค่าสินไหมรวมมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 60 วัน กรณีแผ่นดินไหวต้อง 7 ริกเตอร์ขึ้นไป หรือถ้าเป็นลมพายุต้องมีความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง







