posttoday
"สวนดุสิต"มองมุมต่าง เน้นอัตลักษณ์ ไม่ตามกระแส

"สวนดุสิต"มองมุมต่าง เน้นอัตลักษณ์ ไม่ตามกระแส

12 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ช่วงนี้กระแสการเปิดเสรีประชาคมอาเซียนกำลังมาแรง ทำให้สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้อยู่รอดในภาวะที่การแข่งขันสูง

ขณะเดียวกันก็นับว่าเป็นโอกาสที่สถาบันการศึกษาของไทยจะขยายการลงทุนรุกไปประเทศเพื่อนบ้าน จนกลายเป็นแผนการลงทุนที่เกือบทุกสถาบันวางไว้ในหัว แต่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตกลับมีมุมมองต่างที่สวนกระแส

ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) กล่าวว่า เรื่องนี้เราได้เตรียมตัวตั้งรับมานานแล้ว ด้วยการเพิ่มการใช้ภาษาอังกฤษในทุกหลักสูตรให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้นักศึกษาเกิดความคุ้นชินกับภาษา แต่ มสด.ไม่มีแนวคิดที่จะเพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนอาเซียน หรือหลักสูตรนานาชาติเหมือนกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันหาบุคลากรที่มีศักยภาพพร้อมยากมากและมีไม่เพียงพอ

จากข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้ มสด.ต้องดำเนินการแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ด้วยการหันกลับมามองตัวเองว่ามีจุดด้อยอะไรบ้าง แล้วค่อยปรับตัวเองให้อยู่ได้ เพื่อรับการขยายตัวของประชาคมอาเซียน แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตารุกไปประเทศเพื่อนบ้านทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่พร้อม เพราะต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ จะเก่งทุกเรื่องเท่ากับมหาวิทยาลัยเก่าแก่ก็คงไม่ได้

ดังนั้น แนวทางที่ มสด.มองไว้ คือ จะเน้นพัฒนาไปในทางที่มีความถนัดและชำนาญอยู่แล้ว รวมทั้งจะพัฒนาในส่วนที่ตอบสนองกับความต้องการของท้องถิ่น

โดยอัตลักษณ์ที่ มสด.จะมุ่งเน้นต่อไปจากนี้ คือ ด้านปฐมวัย อาหาร ธุรกิจบริการ และพยาบาล เนื่องจากทั้ง 4 อัตลักษณ์นี้เป็นสิ่งที่ราชภัฏสวนดุสิตมีความชำนาญมากที่สุด โดยมีแนวทางจะทำลักษณะเหมือนกับที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำ ซึ่งจะเอาสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกันมารวมเป็นโรงเรียน เพื่อสร้างให้เกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ แนวทางข้างต้นยังเป็นการกระจายงบประมาณด้วย เพราะถ้าสาขาอาหารอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ งบประมาณก็จะตกอยู่ที่สาขาทางด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า

“ที่ผ่านมา มสด.ก็พัฒนาปรับตัวมาตลอดเวลา และพร้อมที่จะแข่งขันได้ในอาเซียนแล้ว แต่คงไม่คิดจะรุกไปประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้ทุกคนก็แห่กันไปหมด สู้เราอยู่ตรงนี้แล้วทำตัวเองให้มีคุณค่าพอที่จะให้เด็กเป็นฝ่ายวิ่งมาหาน่าจะดีกว่า เช่น เราเก่งด้านไหน ก็พยายามหาทางให้เป็นเลิศ แบบที่ว่าถ้าพูดถึงการเรียนด้านนี้จะต้องนึกถึงสวนดุสิต” ศิโรจน์ กล่าว

เนื่องจากต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่า ตัวเองคงไม่สามารถเก่งไปหมดทุกด้าน ดังนั้นจึงต้องเน้นโฟกัสทำเฉพาะด้านที่เราเก่ง ที่ชำนาญให้ดีที่สุด แน่นอนว่าเมื่อเปิดประชาคมอาเซียน การแข่งขันของสถาบันการศึกษาจะต้องรุนแรงขึ้นอยู่แล้ว เพราะต่อไปในอนาคตจะมีต่างชาติที่คิดเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่สถาบันศึกษาไทยคิดจะไปขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตรงนี้น่าจะมีช่องว่างและโอกาสที่จะช่วยดันให้ มสด.ได้รับการยอมรับที่มากขึ้น

นอกจากนี้ มสด.ยังมีแผนที่จะปรับลดอัตราการรับนักศึกษาใหม่ในแต่ละปีลง จากเดิมที่เคยรับปีละ 5,000 คน ก็เหลือเพียง 2,500 คน เนื่องจากต้องการเน้นคุณภาพให้มากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ยังทำให้ มสด.สามารถคัดเลือกเด็กให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการด้วย

ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรไปในตัว เพราะปัจจุบันบุคลากรของ มสด.มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1.4 หมื่นคน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 40 ปี แม้ฟังดูแล้วเหมือนว่าจะมีจำนวนมาก แต่หากเทียบสัดส่วนบุคลากรกับจำนวนเด็กที่รับเข้ามาในแต่ละปียังถือว่าน้อยมาก

พร้อมกันนี้ หากหลักสูตรหรือสาขาใดไม่มีการพัฒนาตัวก็จะยุบ หรือพัฒนาแล้วแต่ไม่ดีก็จะยุบ มสด.จะคงเหลือแต่ส่วนที่พัฒนาได้ และอาจจะเปิดหลักสูตรสาขาใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการในขณะนั้นแทน เช่น เกี่ยวกับอาหาร หรือการบิน อย่างแอร์ไลน์บิซิเนส ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาที่เรียนอยู่ในธุรกิจการบิน

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา มสด.ได้ยื่นเรื่องเสนอตัวเพื่อขอเข้าเป็นมหาวิทยาลัยในการกำกับดูแลของภาครัฐเป็นลำดับที่ 15 คาดว่าน่าจะมีการนำวาระเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาวันที่ 7 ก.พ.นี้ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวและง่ายขึ้น

แต่ทั้งนี้ มสด.ก็คงไม่หวังที่จะทำให้ถูกจัดลำดับมหาวิทยาลัยขึ้นไปอยู่ในลำดับท็อปเทน เพราะต้องยอมรับความจริงว่ายังอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่

นับว่าเป็นอีกมุมมอง (ต่าง) ที่น่าคิด เพราะการที่เราสำรวจตัวเองให้ดีพร้อม ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ไปรอด

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่