posttoday
สู้ศึกเศรษฐกิจแบบ"โกร่ง"โมเดล

สู้ศึกเศรษฐกิจแบบ"โกร่ง"โมเดล

31 มกราคม 2556

สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะประเทศต่างๆ เร่งกระตุ้นและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยสหรัฐอัดฉีดเงินผ่านมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยไม่ระบุว่าจะเพิ่มอัดฉีดจำนวนเท่าไร ซึ่งสหรัฐทำคิวอี 1 2 3 และ 4 ไปแล้ว และอาจมีอีกก็ได้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น น่าจะเป็นอันตรายต่อสถานการณ์การเงินของโลกอย่างมาก

สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะประเทศต่างๆ เร่งกระตุ้นและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยสหรัฐอัดฉีดเงินผ่านมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยไม่ระบุว่าจะเพิ่มอัดฉีดจำนวนเท่าไร ซึ่งสหรัฐทำคิวอี 1 2 3 และ 4 ไปแล้ว และอาจมีอีกก็ได้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น น่าจะเป็นอันตรายต่อสถานการณ์การเงินของโลกอย่างมาก

ล่าสุด ธนาคารกลางของเยอรมนีก็ให้เพิ่มปริมาณเงินยูโรอีก แต่ยังดีที่บอกเพดานการทำ จากก่อนนี้ที่ยุโรปมีการอัดฉีดจำนวนมาก ส่วนญี่ปุ่น นายกฯ และ รมว.คลัง ก็ขู่ว่าจะปลดผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ถ้าทำเงินเยนอ่อนค่าลงไม่ได้

หลังจากนี้โลกนี้จะถูกท่วมโดยสภาพคล่อง โดยเฉพาะเงินเหรียญสหรัฐ เพราะเงินยูโรและเยนอาจเพ่นพ่านไม่ได้มากนัก เนื่องจากมีการปล่อยสภาพคล่องเพิ่มและดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้วเช่นกัน ทำให้เงินเหรียญสหรัฐจะไหลเข้าไปพื้นที่ญี่ปุ่นและยุโรปได้น้อยลง การที่เงินทุนจะไหลเข้าพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่อัตราดอกเบี้ยต่ำ และสภาพคล่องสูงก็อาจเสี่ยงจะขาดทุนได้ ภาวะเช่นนี้สวรรค์ของเงินเหรียญสหรัฐก็คือภูมิภาคเอเชีย จีน อินเดีย และไทย

ภาวะเช่นนี้ภูมิภาคเอเชียและไทยต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์เงินเหรียญสหรัฐไหลเข้า เพราะเงินที่ไหลเข้ามาน่าจะเป็นเงินร้อน ในขณะที่การลงทุนพื้นฐาน การซื้ออุปกรณ์ก็ยังไม่มาก แต่เงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ของไทยก็ร้อนแรงขึ้น ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานในประเทศ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเมื่อ 36 เดือนก่อนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง กำไรก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูง 100% ตราสารหนี้ก็ปรับเพิ่มขึ้น

สะท้อนว่า มีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไร กดดันเงินบาทแข็งค่าขึ้น สัญญาณเช่นนี้ถ้าเรายังไม่เตือนกันอาจจะเป็นสัญญาณฟองสบู่ในภาคการเงิน และอาจลุกลามสร้างปัญหาต่อไปในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้

ประชาชนทั่วไปที่ไม่เข้าใจอาจดีใจว่าเราร่ำรวยขึ้น เพราะทรัพย์สินมีราคามากขึ้น หรือที่เขาเรียกว่า ความมั่งคั่ง ก็จะทำให้คนหันเข้าเสี่ยงโชคมากขึ้น

โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงเมื่อไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยใหม่ๆ ที่ทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวน จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะเกิดการคาดการณ์และมีเงินทุนไหลเข้า จากการที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยสูงถึง 2.75% ขณะที่ดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 0.25% เงินทุนจึงไหลเข้ามา เพราะมีการเชื่อมโยงกัน และมีการเก็งกำไร

แต่สิ่งที่เป็นห่วง คือ ผู้บริหารนโยบายการเงินหรือผู้กำหนดดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เข้าใจเรื่องการเชื่อมโยงกันของเงิน ว่าระหว่างส่วนต่างดอกเบี้ยกับเงินทุนเคลื่อนย้ายมันน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ขนาดผมเป็นประธานบอร์ด ธปท.ยังพูดกันไม่ได้ ว่าถ้าดอกเบี้ยสหรัฐและไทยต่างกันขนาดนี้ การไหลเข้าของเงินจะเอาไม่อยู่ ฟองสบู่ในตลาดทุนจะยิ่งเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้ใช้เกณฑ์กำหนดเพดานคงที่ค่าเงินเหมือนในอดีต ที่อาจจะยิ่งมีเงินไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น เพราะเงินทุนเคลื่อนย้ายมันเชื่อมโยงกันทำให้เกิดปัญหาเหมือนวิกฤตปี 2540 ส่วนรอบนี้ถ้าสามารถปล่อยก๊าซ หรือปล่อยฟองสบู่ก็จะเกิดการเชื่อมโยงไปภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผมกลัวว่าจะเกิดความร้อนแรงขึ้น จากภาวะดอกเบี้ยสูงไปลึกสถานการณ์จะยิ่งร้อนแรงยิ่งขึ้น แต่ยังดีว่ารอบนี้ไทยมีการลอยตัวค่าเงินบาท แต่ที่เปลี่ยนคืออัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น ซึ่งครั้งนี้จะให้ ธปท.เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทมากก็ไม่ได้ เพราะถ้าแทรกแซงมากงบดุลของ ธปท.ก็จะเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก การแทรกแซงครั้งนี้จึงน่าจะทำได้น้อย

การปล่อยให้ทั้งดอกเบี้ยและเงินบาทสูงกว่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะให้แทรกแซงเหมือนในอดีตก็ทำไม่ได้ โจทย์ครั้งนี้จึงต้องคำนึงว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินรุนแรง จนลุกลามไปสู่ตลาดหุ้น ตลาดตราสาร และกำลังจะลามเข้าสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เคยสร้างความเจ็บปวดกันมาแล้วเหมือนต้มยำกุ้ง

สิ่งที่น่าห่วง คือ สังคมไทยเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่ คนที่มีเงิน ที่ได้กำไรจากการก่อตัวของฟองสบู่ในหุ้น ในอสังหาริมทรัพย์ และยิ่งผู้ดูแลมาคิดว่าภาวะนี้จะต้องปราบได้ด้วยดอกเบี้ยสูงอีก สถานการณ์คงยิ่งแย่ดิ่งลึก ผมว่าเราจะปล่อยให้สถานการณ์ถลำลึก และเลวร้ายต่อไป โดยที่ต่างฝ่ายต่างปัดความรับผิดชอบต่อไปไม่ได้แล้ว

วันนี้ผมอยากใช้เวทีนี้บอกสิ่งที่ผมห่วง คือ สภาพคล่องจะท่วมไทยเรา จากการที่เงินเหรียญสหรัฐและเยนสภาพคล่องท่วม ในขณะที่ดอกเบี้ยไทยยังสูงโด่งอยู่คนเดียว แถมยังใช้กลไกระบบการเงินเสรี ไม่ได้ปิดแบบเศรษฐกิจประเทศจีน ฮ่องกง และระบบการเงินไทยยังเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจอื่น สิ่งนี้ทำให้ผมวิตก

ในสถานการณ์นี้ จะทำอย่างไรให้หยุดการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระยะสั้นไหลเข้าได้ เรื่องนี้ผมเห็นทุกฝ่ายพูดคุยหารือกันมาก เมื่อเช้ารัฐบาลก็ประชุม แต่ไม่มีใครพูดถึงการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ส่วนที่หารือถึงผลกระทบส่งออกหรือเอสเอ็มอี ที่จะทำให้เงินทุนไหลเข้าและออกสมดุล ผมว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ผมว่าการแก้ปัญหาที่ตรงจุดผมเห็นอยู่ทางเดียว คือ ต้องลดดอกเบี้ยลงมา ลดช่วงห่างระหว่างดอกเบี้ยเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐลงมา เพื่อสกัดเงินที่เข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างดอกเบี้ย

ขณะเดียวกันก็ต้องหามาตรการสกัดการไหลบ่าเข้ามาของเงินทุนที่ไหลเข้ามาหาผลตอบแทนด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่มาตรการที่ใช้ก็ต้องดูให้รอบคอบและไม่ให้กระทบตลาดเงิน เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็ว และก็ไม่ใช่ทำให้เงินบาทคงที่ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเหมือนเมื่อปี 2538-2539 ที่เกิดฟองสบู่จนมีวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

เพราะถ้าไทยยังจัดการปัญหาเงินทุนไหลเข้าจากเงินเหรียญสหรัฐและเยนท่วมไม่ได้ สิ่งที่วาดฝันไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นแน่คงไม่บรรลุความฝัน

ผมจะใช้ส่งสัญญาณต่างๆ ให้ติดตามกันได้ ว่าเริ่มเกิดความร้อนแรงและจะเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ในตลาดเงินแล้ว สะท้อนจากผลประกอบการเท่าเดิม แต่ราคาหุ้นขึ้นสูง ซึ่งมันแปลว่ามีการเก็งกำไร แปลว่ามีฟองสบู่ แต่สัญญาณที่เขาส่งออกมาไม่ได้ส่งให้ผมสบายใจขึ้นเลย และการปล่อยให้ดอกเบี้ยของไทยสูงกว่าของสหรัฐนานเกินไป การลดส่วนต่างดอกเบี้ยเพื่อทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากแล้ว เพราะว่าหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปหลุดระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภาคธุรกิจส่วนหนึ่งคงยังดำเนินกิจการต่อไปได้

และถ้าแข็งไปถึง 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เชื่อว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ได้

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่