
ปีใหม่รับ 2 เด้ง
ปีใหม่รับ 2 เด้งเริ่มปีใหม่จนถึงวันนี้ ดัชนีตลาดหุ้น หรือ SET Index ขึ้นไปแล้วเกือบ 50 จุด จากระดับประมาณ 1,390 จุด ตอนปิดปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งปัจจุบันดัชนีอยู่ในระดับประมาณ 1,440 จุด หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3.6%
ปีใหม่รับ 2 เด้งเริ่มปีใหม่จนถึงวันนี้ ดัชนีตลาดหุ้น หรือ SET Index ขึ้นไปแล้วเกือบ 50 จุด จากระดับประมาณ 1,390 จุด ตอนปิดปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งปัจจุบันดัชนีอยู่ในระดับประมาณ 1,440 จุด หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3.6%
โดยระดับราคาของตลาดโดยรวมเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน หรือ P/E Ratio ของตลาดหุ้นไทยตอนนี้ก็ขึ้นไปเกือบ 20 เท่าแล้ว ส่วนตลาดหุ้นเล็กยิ่งแล้วใหญ่ โดยดัชนีหุ้นตลาดเอ็ม เอ ไอ หรือ mai Index ขึ้นไปแล้ว 35 จุด จากระดับประมาณ 415 จุด ถึงวันนี้ประมาณ 450 จุด คือขึ้นไปแล้ว 8% โดยมูลค่าการซื้อขายก็ “ระเบิดเถิดเทิง” ประมาณ 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทก็แข็งค่าจาก 30 กว่าๆ ตอนปลายปีที่แล้ว (ราคาเฉลี่ย 30.78 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 28 ธ.ค. 2555) เป็น 29 กว่าๆ ตอนนี้ (ราคาเฉลี่ย 29.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 21 ม.ค. 2556) ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 17-18 เดือน โดยเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3% และเป็นสกุลเงินตราที่นับจากต้นปีที่มีอัตราการแข็งค่าสูงที่สุดในภูมิภาค
ทั้งนี้ ระดับดังกล่าวนั้นดูเหมือนดี เพราะสะท้อนเศรษฐกิจที่เข้มแข็งในบ้านเราตลอดจนในภูมิภาคนี้ เทียบกับภูมิภาคอื่น เช่น อเมริกาและยุโรปที่ยังอ่อนแออยู่ ซึ่งถ้าเป็นผลจาก “ปัจจัยพื้นฐาน” ทางเศรษฐกิจ ก็จะเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นอย่างฉับพลันของตลาดหุ้น ค่าเงิน และที่จริงก็ยังมีตลาดตราสารหนี้ที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลทะลักเข้ามาในช่วงเวลาสั้นๆ นี้เช่นกัน ส่วนหนึ่งมาจาก “กระแสเงินร้อน” หรือ Hot Money ที่มีลักษณะ “เข้าเร็ว” และจะ “ออกเร็ว” เมื่อได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
“เงินร้อน” ที่เข้ามาเก็งกำไรในเอเชีย โดยเฉพาะในบ้านเรา ส่วนหนึ่งก็มาจากมาตรการ “ปั๊มเงิน” ของฝั่งตะวันตกที่ไหลเข้ามาเพื่อหาอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าจากทั้งอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานที่สูงกว่า และเศรษฐกิจที่เติบโตมากกว่าในฝั่งตะวันออก ทั้งยังได้ผลประโยชน์ “สองต่อ” ทั้งผลตอบแทนจากการลงทุนและจากการแลกเปลี่ยนเงินตรา
เช่น ถ้านักลงทุนนำเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยตอนปลายปีที่แล้ว จะสามารถแลกเป็นเงินบาทได้ประมาณ 30.75 ล้านบาท ลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนประมาณ 5% จากปลายปีถึงวันนี้มูลค่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 32.29 ล้านบาท โดยเงินเหรียญสหรัฐร่วงไปประมาณ 3% ทำให้สามารถแลกคืนได้ 1.08 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือได้กำไร 8 หมื่นเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 8% ในช่วงระยะเวลาแค่ 3 สัปดาห์จากต้นปี
ด้วยอัตราผลตอบแทนที่สูงขนาดนี้ (คิดต่อปีเกือบ 140%) จึงไม่น่าแปลกใจที่เงินร้อนเหล่านี้จะทะลักเข้ามาเพื่อ “พักเงิน” หากำไร และยิ่งจำนวนเม็ดเงินมากเท่าไร อัตราผลตอบแทนจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาที่สั้นลง คือจะยกระดับราคาของสินทรัพย์ให้สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งกระแสเงินร้อนเหล่านี้ก็จะวนเวียนเข้าหา “เหยื่อ” ที่เป็นตลาดที่อ่อนไหวและซื้อขายกันมาก อย่างตลาดทองคำตอนปลายปี 2554
แต่ด้วย “วิสัย” ของความเป็นเงินร้อน ที่เมื่อได้ผลตอบแทนตามเป้าหมาย หรือ Target ที่วางไว้หลังจาก “ปั่น” ให้เกิด “ฟองสบู่” ที่ฟูฟ่องได้ที่แล้ว ตอนนี้แหละจะมี “ข่าวร้าย” ที่ระดมออกมา “ทุบราคา” ให้ร่วงอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะว่าที่จริงในภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ก็ยังมี “เงื่อนวิกฤต” ที่ยังสางไม่ได้รออยู่ และทีนี้ระดับราคาก็จะร่วงทุกตลาด ทั้งตลาดหุ้นและตลาดเงิน
ก็หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในเอเชียก็ยังมีดีอยู่ เพราะสองเสาหลักทางเศรษฐกิจของเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่นในปีที่แล้วก็ดีกว่าที่คาด และน่าจะดีอย่างต่อเนื่องในปีนี้ แต่ก็อย่าประมาทเป็นดีที่สุด เพราะในขณะที่การลงทุนในตลาดการเงินจะมีปัจจัยบวก
แต่สำหรับธุรกิจการค้าการผลิตอาจเป็นปัจจัยลบ เพราะปีใหม่ก็ “โดน 2 เด้ง” ไปเช่นกัน ทั้งจากค่าแรงที่ต้องปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวันทั้งประเทศ และค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็ยังมีผลลบต่อการส่งออก ที่อาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นในสายตาผู้ซื้อจากต่างประเทศ และรายได้ที่อาจลดลงเมื่อทอนจากเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท
และยังอาจมี “เด้งที่ 3” จากอัตราเงินเฟ้อที่แม้ขณะนี้ยังไม่มีผลมากนัก แต่ถ้าเกิด “ฟองสบู่” ขึ้นเมื่อไร ก็เตรียมรับความลำบากที่จะมาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ







