posttoday
หุ้นได้ดีบาทแข็งค่า

หุ้นได้ดีบาทแข็งค่า

18 มกราคม 2556

สถานการณ์ค่าเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมา 2% นับตั้งแต่ต้นปี 2556 และหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐไปอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์ที่หุ้นวิ่งฉิว ทุนไหลเข้าหวังทั้งกำไรค่าเงินบาทและกำไรหุ้น โบรกเกอร์วิเคราะห์หุ้นได้ดีจากบาทแข็งค่าคือหุ้นที่ใช้จังหวะนี้นำเข้าสินค้าทุนเพื่อผลิตในอนาคต

สถานการณ์ค่าเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมา 2% นับตั้งแต่ต้นปี 2556 และหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐไปอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์ที่หุ้นวิ่งฉิว ทุนไหลเข้าหวังทั้งกำไรค่าเงินบาทและกำไรหุ้น โบรกเกอร์วิเคราะห์หุ้นได้ดีจากบาทแข็งค่าคือหุ้นที่ใช้จังหวะนี้นำเข้าสินค้าทุนเพื่อผลิตในอนาคต

นอกจากค่าเงินบาทจะแข็งค่าสุดรอบ 16 เดือน ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 17 ม.ค. เวลา 08.30 น. ที่ 29.74 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว ยังแข็งค่าที่สุดสำหรับเงินในภูมิภาคนับตั้งแต่ต้นปีนี้ จากระดับปิดสิ้นปี 2555 ที่ 30.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐหรือแข็งค่าขึ้น 2.6% นับตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้เนื่องมาจากการไหลเข้ามาลงทุนของเม็ดเงินต่างประเทศ จากสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่สูงและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มขยายตัวดีในปี 2556 และดีกว่าภูมิภาคอื่นของโลก

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เชื่อว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ อย่างน้อยๆ น่าจะไปทดสอบระดับที่แข็งค่าสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 ที่ 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วง 24 สัปดาห์ข้างหน้า

“กวี ชูกิจเกษม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย คาดว่าจะฉุดราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี พลังงาน และเกษตร แต่เป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง ขนส่ง ในขณะที่ไม่มีผลมากนักต่อกลุ่มสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์ และการท่องเที่ยว และบริษัท เอสพีซีจี (SPCG) ที่นำเข้าแผงโซลาร์ได้ถูกลง

นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ วิเคราะห์ว่า หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท จะเกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีหนี้สินต่างประเทศ มีการนำเข้าวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต (ค่าขนส่ง) อิงสกุลเงินต่างประเทศ อาทิ หุ้นกลุ่มเหล็ก หุ้นกลุ่มสื่อสาร หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี และหุ้นกลุ่มถ่านหิน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาเชิงประจักษ์กับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งต่ำกว่าระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐของ บล.ทิสโก้ ในการแข็งค่า 3 รอบที่ผ่านมา (รอบแรก วันที่ 5 ต.ค.10 พ.ย. 2553 รอบสอง วันที่ 19 เม.ย.–2 พ.ค. 2554 และรอบสามล่าสุด วันที่ 1826 ก.ค. 2554) พบว่าดัชนีปรับตัวขึ้น 8.1% 0.3% และ 3.9% ตามลำดับในช่วงเวลาข้างต้น และหุ้นที่ปรับตัวขึ้นทุกรอบ (Positive Return) และปรับตัวชนะตลาดทุกรอบ (Outperform) ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสื่อสาร จึงแนะนำบริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) บริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเตมส์ (JTS)

ส่วนกลุ่มพลังงาน โรงไฟฟ้า ชอบบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) ถ่านหิน แนะนำบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) บริษัท ทีซีซีแลนด์ (TCC) กลุ่มปิโตรเคมี แนะนำบริษัท วีนิไทย (VNT) บริษัท ยูเนี่ยนปิโตรเคมีคอล (UKEM) และอื่นๆ บริษัท ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) บริษัท ยูบิลลี่ (JUBILE) บริษัท ไชยวัฒนา (CTW) และแนะนำให้ “เข้าลงทุน” หุ้นดังกล่าวข้างต้น โดยคาดหวังผลตอบแทน 810% ในระยะเวลา 23 สัปดาห์ข้างหน้า

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส วิเคราะห์ว่าเงินบาทแข็งค่าเป็นลบกับกลุ่มที่มีรายได้สุทธิในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เช่น กลุ่มธุรกิจเกษตร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นบวกกับบริษัทที่มีหนี้ต่างประเทศที่ยังไม่ทำประกันความเสี่ยง และบริษัทที่มีรายได้จากการนำเข้าสุทธิ ได้แก่ กลุ่มสิ่งพิมพ์ กลุ่มสื่อที่นำเข้ารายการหรือลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ น้ำมันและกากถั่วเหลือง หรือบริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) รวมถึงบริษัทที่มีการลงทุนแล้วต้องนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศ

สำหรับหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในกลุ่มสื่อและธุรกิจเกษตรที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนหรือเป็นหลัก แต่มีรายได้อยู่ในประเทศคือ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) แนะนำซื้อราคาพื้นฐาน 21.75 บาท บริษัท อสมท (MCOT) คือการเข้าประมูลธุรกิจทีวีดิจิตอล และ TVO แนะนำซื้อราคาพื้นฐาน 31.80 บาท

ทั้งนี้ คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ TVO จะดีขึ้นในปี 2556 และยอดขายเติบโตตามธุรกิจการเลี้ยงสัตว์บกและสัตว์น้ำเพื่อบริโภคในประเทศและส่งออก

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่