
เปิดผลศึกษา...ยุทธศาสตร์สำรองน้ำมัน
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกเมื่อปี 2555 เกือบจะทำให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของหลายประเทศ ตลอดจนทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันได้
กระทรวงพลังงานเล็งเห็นถึงความเสี่ยงจากกรณีดังกล่าวจึงมีแนวคิดการเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศให้มากขึ้นป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะปัจจุบันไทยยังเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 80% นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยเส้นทางขนส่งน้ำมันมี 2 เส้นทาง คือ ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลาง และช่องแคบมะละกา เส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันสู่ไทย
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังในเรื่องเส้นทางขนส่งน้ำมัน คือ ภัยสงคราม และภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น เช่น สึนามิ ไต้ฝุ่น อุทกภัย และแผ่นดินไหว ที่เริ่มมีความรุนแรงและความถี่มากขึ้น ดังนั้นหากมีแผนสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์จะช่วยป้องกันการขาดแคลนน้ำมันในอนาคต และเป็นเครื่องมือของรัฐบาลสำหรับการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นจากการขาดแคลนน้ำมัน รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าประเทศมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ
กรมธุรกิจพลังงานได้ทำการศึกษาแผนการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve ) หรือ SPR ของประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยได้นำกรณีตัวอย่างของการสำรองน้ำมันในต่างประเทศมาพิจารณา ซึ่งพบว่ากลุ่มประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) 28 ประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน กำหนดสัดส่วนการสำรองน้ำมันไม่น้อยกว่า 90 วันของการนำเข้าสุทธิ โดยจัดเก็บน้ำมันสำรอง 2 รูปแบบ คือ สำรองโดยภาครัฐและสำรองโดยภาคเอกชน
วีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของหลายๆ ประเทศที่มีการดำเนินการอยู่ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ที่ตั้งของแต่ละประเทศ
สำหรับไทย เป้าหมายในการสำรองน้ำมันจะต้องเทียบเคียงกับประเทศสมาชิกไออีเอเช่นกัน คือ สำรองน้ำมัน 90 วัน แยกเป็นการสำรองโดยภาคเอกชน 43 วัน หรือเท่ากับ 28 ล้านบาร์เรล และสำรองภาครัฐ 47 วัน หรือเท่ากับ 30.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งรูปแบบการสำรองน้ำมันของภาคเอกชนนั้น ผ่านความเห็นชอบจากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปแล้ว แต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติเพราะต้องออกประกาศคำสั่งเพิ่มการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากปัจจุบัน 5% เป็น 6% หรือ จาก 36 วัน เป็น 43 วัน
เหตุผลที่ยังไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากรอความพร้อมของบริษัทน้ำมันหลายแห่ง เนื่องจากบริษัทน้ำมันมีข้อจำกัดในเรื่องคลังจัดเก็บน้ำมันที่ไม่เพียงพอต้องมีการลงทุนเพิ่ม และจะส่งผลทำให้มีต้นทุนต่อน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2030 สต./ลิตร
ส่วนการสำรองน้ำมันของภาครัฐเป็นเรื่องที่ต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะรูปแบบการดำเนินการจะเป็นลักษณะไหนทั้งเรื่องการบริหารและสถานที่เก็บสำรองน้ำมัน รวมถึงแหล่งเงินที่จะนำมาใช้จ่ายซื้อน้ำมันดิบเก็บสำรองไว้ ซึ่งคาดการณ์กันเบื้องต้นคงต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
เบื้องต้นเสนอให้มีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยศึกษาไว้ 4 แนวทาง คือ สมาคม องค์กรมหาชน บริษัทจำกัด และมูลนิธิ การบริหารคลังน้ำมันจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาดูแล
ในขณะที่สถานที่เก็บน้ำมันมี 3 ทางเลือก คือ การสร้างคลังใหม่บนบก การสำรองน้ำมันในทะเล และการสำรองในอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งไม่ว่าจะเลือกการเก็บน้ำมันแบบใดจะต้องเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับโรงกลั่นน้ำมัน เช่น ระยอง ศรีราชา และตั้งอยู่ในจุดที่สามารถขนถ่ายน้ำมันได้สะดวกด้วย
ด้าน มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า แนวคิดการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากหลักแสนล้านบาท และโอกาสที่จะนำน้ำมันขึ้นมาใช้ก็น้อยมาก อย่างกรณีของสหรัฐเก็บน้ำมันไว้นาน 50 ปี เคยนำมาใช้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น
นอกจากนี้ช่วงเวลาที่จะเริ่มเก็บสำรองน้ำมัน ในระดับราคา 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถือว่าเป็นต้นทุนที่สูง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่มีการเก็บสำรองน้ำมันไว้นานแล้วตั้งแต่ระดับราคา 25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ดังนั้นหากจะมองถึงความเป็นไปได้ที่จะมีสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ คงไม่จำเป็นมากนัก
หากกระทรวงพลังงานยังเดินหน้านโยบายดังกล่าวต่อไป ก็ควรตั้งองค์กรขึ้นมาบริหารคลังน้ำมันสำรอง มีหน้าที่ในการหาแหล่งเงินทุน การบริหารปริมาณน้ำมัน และต้องเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ในขณะที่สถานที่เก็บน้ำมันถือเป็นเรื่องที่สำคัญต้องตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ และควรจะจัดเก็บบนบกมากกว่าในทะเลหรืออุโมงค์ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า
การมีสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน แต่อีกด้านหนึ่งต้องประเมินประโยชน์ที่ไทยจะได้รับในระยะยาว รวมถึงพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย หลักสำคัญต้องมีความชัดเจนของรูปแบบการบริหาร และแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ โดยแนวคิดนี้จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ต้องมีความพร้อมทุกส่วนซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 23 ปี เพื่อให้คลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ของไทยเป็นแหล่งพลังงานสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้แบบถาวรในอนาคต







