
"สภาพัฒน์" มองเศรษฐกิจปีหน้าสดใส
โดย...จตุพล สันตะกิจ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ปี 2555 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตยูโรโซน และผลพวงจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ขณะที่ปี 2556 เป็นอีกปีหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยยังต้องประสบกับภาวะผันผวนต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2556 จะขยายตัวต่อเนื่อง โดย สศช.ประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 5.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% และเป้าหมายการส่งออกของรัฐบาลตั้งเป้าขยายตัว 9% ต่างจาก สศช.ที่คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 12.2%
อาคม ฉายภาพว่า ปี 2556 เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวชัดเจน เช่น สหรัฐที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มปริมาณเงิน การต่อรองเรื่องการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังได้ข้อสรุป ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 2 และ 3 ขยายตัวต่อเนื่อง ยกเว้นไตรมาส 4 ที่สหรัฐเจอพายุแซนดี ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ในจังหวะฟื้นตัว อัตราว่างงานลดลงจาก 10% เหลือ 7% และสหรัฐตั้งเป้าลดอัตราว่างงานเหลือ 6.5%
ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่คาดว่าปี 2556 จะขยายตัว 1% ซึ่งต่ำกว่าปี 2555 แต่รัฐบาลใหม่ญี่ปุ่นมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มปริมาณเงินเช่นเดียวกับสหรัฐที่อัดฉีดเงินเข้าระบบแล้ว 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพราะญี่ปุ่นจะไม่ยอมให้ค่าเงินเยนแข็งค่าแน่นอน
โดยเฉพาะมาตรการคิวอีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น จะกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้เติบโตได้มากกว่า 1% และการที่ญี่ปุ่นมีนโยบายกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% และมีนโยบายเพิ่มเงินและค่าตอบแทนที่ถูกแช่แข็งมานาน จะทำให้กำลังซื้อของคนญี่ปุ่นดีขึ้น
ขณะที่สหภาพยุโรปนั้น หลังจากกรีซและสเปนได้รับการอัดฉีดเงินช่วยเหลือ และอียูมีการจัดตั้งยูเนียนแบงก์หรือสหภาพธนาคารยุโรป ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจยุโรป และจีนที่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน การคลังกระตุ้นการก่อสร้างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวต่อเนื่อง
“สภาพัฒน์มองภาพเศรษฐกิจโลกในแง่ดี การส่งออกน่าจะโตได้ที่ 12% แต่ ครม.เห็นว่า ไม่รู้ว่าจะวิกฤตกลางทางหรือไม่ก็เลยคิดว่าคงเป้าหมายการส่งออกที่ 9%” อาคม กล่าว
สำหรับภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อาคม ชี้ว่า การที่รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง โดยการผ่านร่าง พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง บอกว่าจะเร่งเสนอกฎหมายเข้า ครม.และเสนอสภาฯ ให้ความเห็นชอบ พร้อมตั้งเป้าเบิกจ่ายเงิน 1 แสนล้านบาท
เช่นเดียวกับการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ที่ปี 2556 รัฐบาลตั้งเป้าเบิกจ่ายเม็ดเงิน 6 หมื่นล้านบาท และการบริโภคมีแรงส่งจากปี 2555 น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องที่ระดับ 5.5%
“เศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนภายในประเทศที่มีแรงส่งจากปี 2555 เช่น โครงการรถคันแรกที่มีออร์เดอร์ล่วงหน้า 6 เดือน การสร้างหลักประกันรายได้เกษตรกรจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่า 5.5% ด้วยซ้ำ” อาคม กล่าว
อาคม ระบุว่า ไทยมีคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการบริโภคสินค้าคงทนโตต่อเนื่อง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าวันนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่คนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และการค้าชายแดนที่คึกคัก
ส่วนการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศในปี 2556 นั้น อาคม มองว่า หากพิจารณาแล้วจะพบว่าเป็นอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มค่าแรงรอบแรกเดือน เม.ย. 2555 ประมาณ 20% เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลยอมรับว่ามีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มฝีมือแรงงาน
“การเห็นเอสเอ็มอีปิดตัวหรือแรงงานตกงานเป็นล้านๆ เป็นไปไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าอัตราว่างงานต่ำมาก การจ้างงานเต็มที่ แรงงานจากเซ็กเตอร์หนึ่งย้ายไปอยู่เซ็กเตอร์อื่นที่พร้อมจ่ายค่าแรง 300 บาท ซึ่งรัฐบาลเข้าไปช่วยได้เช่นการเพิ่มทักษะบางอย่างเข้าไป แต่ที่สำคัญ คือ คนงานต้องไม่เลือกงาน” อาคม กล่าว
ในขณะประเด็นหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้น อาคม มองว่า เวลานี้หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมามาก เป็นเพราะคนเร่งใช้สิทธิซื้อรถคันแรก ซื้อบ้านหลังแรก โดยทั้งหมดเป็นสินเชื่อใหม่ และข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีการโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องมีบทบาทในการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลต้องหันมาส่งเสริมการออมในระยะยาว เพื่อให้สังคมไทยกลับมาเป็นสังคมการออม และใช้จ่ายอย่างพอเพียงกับสถานภาพ พร้อมทั้งต้องเร่งผลักดันกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยเร็วเพื่อกระจายความเป็นธรรมในการถือครองที่ดินและทรัพย์สิน
อาคม ย้ำว่า การกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นแม้จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ว่า สศช.ไม่ห่วงเรื่องหนี้สาธารณะ เรื่องใดจำเป็นต้องลงทุนก็ต้องทำ อย่างระบบน้ำถ้าไม่ลงทุนแล้วเกิดน้ำท่วมอีกจะเป็นอย่างไร หรือการลงทุนระบบขนส่งก็เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์
หรือกรณีนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2555 ไทยมีนักท่องเที่ยว 21.9 ล้านคน เทียบกับปีที่แล้วที่มีนักท่องเที่ยว 19.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นมาถึง 2.7 ล้านคน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากญี่ปุ่นทะเลาะกับจีน ทำให้คนจีนและญี่ปุ่นมาเที่ยวประเทศไทย แต่หากปี 2556 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 22.5 ล้านคน แต่ถ้าเพิ่มจากนั้น 1 ล้านคน สนามบินระเบิดแน่
“ภาระหนี้สินของรัฐบาล คนเขาพูดว่าปีนี้เผาจริง แต่ผมเป็นคนมองโลกแง่ดี เราอยากเห็นการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่ว่า สศช.ไม่ห่วงหนี้ ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลนี้เขาไม่แจกเงินสด” อาคม ทิ้งท้าย







