posttoday
ปรากฏการณ์ข่าวแห่งปี

ปรากฏการณ์ข่าวแห่งปี

31 ธันวาคม 2555

พ.ร.บ.กู้เงินมากเป็นประวัติศาสตร์

พ.ร.บ.กู้เงินมากเป็นประวัติศาสตร์

น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและทรัพย์สินเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากน้ำแห้ง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวไม่ได้ง่าย เมื่อฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าไม่จำเป็นเร่งด่วนและการกู้เงินโดยการออก พ.ร.ก. ทำให้การตรวจสอบการใช้เงินทำได้ยาก ไม่มีความโปร่งใสและมีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต

ดังนั้น ฝ่ายค้านจึงได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะคาดการณ์ว่าผลการวินิจฉัยสามารถออกได้ทั้งการออก พ.ร.ก.ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แม้แต่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ลุ้นเรื่องนี้ไม่ใช่น้อย มีความพยายามออกมากดดันศาลรัฐธรรมนูญ ว่า หากวินิจฉัยการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นเสียงส่วนใหญ่ว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน ทำให้รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินจาก พ.ร.ก.ได้

โดย พ.ร.ก.กู้เงิน ระบุว่า จะต้องกู้เงินดังกล่าว จะต้องดำเนินการให้เสร็จเดือน มิ.ย. 2556 นี้ แต่เวลาผ่านไป 1 ปี รัฐบาลเพิ่งมีการเบิกจ่ายเงินกู้ได้เพียง 2,000 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้นักวิชาการออกมาตอกย้ำว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลกล่าวอ้างไว้

ทั้งหมดทำให้ พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ ของรัฐบาลเป็นที่กล่าวขวัญตลอดเวลา เพราะนอกจากต้องลุ้นใจหายใจคว่ำกว่าจะผ่านกฎหมายมาได้แล้ว ผลงานการกู้เงินก็ฟ้องชัดว่าการกู้เงินไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน

แพงทั้งแผ่นดินเงินเฟ้อ

ปี 2555 นับว่าเป็นปีที่ประชาชนทั่วไปประสบกับปัญหาสินค้าราคาแพง พืชผล ผัก หมู เนื้อ ไก่ ในท้องตลาดราคาถีบตัวสูงขึ้น หรือแม้แต่อาหารจานเดียวกับข้าว 2 อย่าง หรือก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ราคายังขยับจาก 30 เป็น 3540 บาท จนประชาชนบ่นว่า “แพงทั้งแผ่นดิน” ทำเอานายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องออกมาแก้เกี้ยวชี้แจงผ่านสื่อว่าของไม่ได้แพง เพียงแต่คน “รู้สึกไปเอง”

ปรากฏการณ์ดัชนีราคาสินค้า ข้าวของใช้ราคาพุ่งกระฉูดมาจากหลายปัจจัยตั้งแต่การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่อง และจังหวัดอื่นๆ ที่ปรับเพิ่มค่าแรงเฉลี่ย 39.5% การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการที่ทำให้พ่อค้าแม้ขายขยับราคาสินค้าล่วงหน้า

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ซ้ำเติมให้สินค้าบางชนิดขาดตลาด หรือมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

แม้กระทรวงพาณิชย์จะออกมาชี้แจงว่าในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.เม.ย.) สูงขึ้น 3.16% ขณะที่เดือน เม.ย. 2555 ซึ่งเป็นช่วงที่คนบ่นว่าของแพงกันหนาหูอัตราเงินเฟ้อขยายตัว 2.47% แต่เหมือนจะค้านกับสิ่งประชาชนคนเดินตลาดพบเห็น เพราะราคาสินค้า 6 หมื่นรายการ ที่กระทรวงพาณิชย์นำมาคำนวณเป็นตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเป็นราคาแนะนำ กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับราคาสินค้าบริโภคอุปโคการนำราคาสินค้าที่ขายจริงในท้องตลาด

กระทั่งมีการแฉว่ากระทรวงพาณิชย์ปั่นตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเอาใจรัฐบาล ทำเอาผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์เสียเครดิตไปตามๆ กัน แต่กระทรวงพาณิชย์ก็ปรับยุทธวิธีการเล่นกับความรู้สึกกับสังคม โชว์ราคาสินค้าของรัฐบาลชุดนี้ถูกกว่าเทียบกับราคาสินค้าในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ การออกมาตรการคุมอาหารจานด่วน แต่สุดท้ายก็เหลวไม่เป็นท่า

ดัชนีราคาสินค้าและเงินเฟ้อยังกัดดินบรรดามนุษย์เงินเดือนและประชาชนหาเช้ากินค่ำทุกหัวระแหง

ปี 2556 ยังคงเป็นปีที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจความว่าประชาชน 40.9% ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาของแพงเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะประชาชนทุกภาคเกือบครึ่งต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาของแพงมากกว่าเรื่องอื่น

สินเชื่อรายย่อยปูด ส่อเน่าเพิ่ม

ปีนี้ทั้งปีรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศผ่านมาตรการต่างๆ จำนวนมาก เพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตชดเชยการส่งออกที่โตลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เมื่อบวกกับการโหมโฆษณาประชาสัมพันธุ์ปล่อยกู้ของระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สินเชื่อรายย่อยขยายตัวสูงต่อเนื่อง

สิ้นไตรมาส 3 ปี 2555 สินเชื่อรวมขยายตัว 14.2% แต่สินเชื่ออุปโภคบริโภครายย่อยโตถึง 18.4% ซึ่งถ้าย่อยลงไปในรายละเอียดพบว่า สินเชื่อรายย่อยประเภทสินเชื่อรถยนต์โตมากที่สุดถึง 30.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลโต 28.5% ถัดมาสินเชื่อบัตรเครดิตโต 10.1% และสินเชื่อที่อยู่อาศัยโต 10%

ที่สำคัญสินเชื่อรายเหล่านี้เริ่มส่งสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้เกิน 12 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือนมากขึ้น โดยทั้งระบบเพิ่มขึ้น 2.2% ของสินเชื่อรวม แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจเพิ่ม 2% แต่สินเชื่อรายย่อยเพิ่มถึง 2.7%

แม้ว่าสินเชื่อจะยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และเอ็นพีแอลทั้งระบบจะต่ำอยู่ที่ 2.4% และสินเชื่อรายย่อยมีเอ็นพีแอลต่ำแค่ 2.1% แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความไม่นอนบวกกับอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับผ่อนปรน จึงอาจจะกระทบต่อรายได้และการชำระหนี้ของผู้กู้ได้ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องออกโรงมาแตะเบรกการโหมโฆษณาขยายสินเชื่อ กู้ง่าย กู้ได้เร็วลงบ้าง

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่สินเชื่อรายย่อยของธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่ส่งสัญญาณไม่ดี แม้แต่สินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่เร่งปล่อยกู้สนองนโยบายรัฐก็เริ่มส่งกลิ่นด้วยเช่นกัน เห็นได้จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่คาดว่าจะมีหนี้เสียในปี 2555 สูงกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท ต้องขอเพิ่มทุน ซึ่งในงบประมาณ 2556 คลังได้รับจัดสรรงบประมาณสำหรับใช้เพิ่มทุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง เป็นเงินรวม 1,755 ล้านบาท แบ่งเป็นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้รับจัดสรร 445 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 750 ล้านบาท และเอสเอ็มอีแบงก์อีก 555 ล้านบาท เพื่อค้ำยันไว้

แต่ปรากฏการณ์แห่งหนี้เสียจะเกิดขึ้นหรือไม่ชวนติดตาม

เปลี่ยนตัวเอ็มดีแบงก์ยกแผง

ปีนี้ทั้งปีถือเป็นปรากฏการณ์ เมื่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแทบทุกแห่ง มีการปรับเปลี่ยนผู้นำองค์กรและคณะกรรมการกันแบบยกชุดจนสถาบันการเงินไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ เพราะขาดผู้นำจนบัดป่านนี้

เริ่มจากธนาคารพาณิชย์อันดับ 2 ของประเทศ ธนาคารกรุงไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจาก “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย หมดวาระลงในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และเป็นไปตามคาดสำหรับ “วรภัค ธันยาวงษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่เป็นคนที่มีชื่อเต็งหามมาตั้งแต่ต้น

ขณะที่คู่แข่ง ประจวบ ตันตินนท์ อดีตผู้อำนวยการยาสูบ แต่ได้ถอนตัวก่อนวันสัมภาษณ์ ชัยภัทร ศรีวิสารวาจา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เคที ซีมิโก้ คุณสมบัติไม่ผ่าน เนื่องจากตามกฎของรัฐวิสาหกิจห้ามไม่ให้กรรมการที่อยู่ในส่วนฝ่ายบริหารของบริษัทลูกเข้าร่วมสมัคร และ โสฬส สาครวิศว อดีตกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ รอบสุดท้ายจึงเหลือวรภัคกับโสฬส เพียง 2 คน ก่อนที่วรภัคจะชนะขาด

ต่อมาที่ “โสฬส สาครวิศว” อดีตกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ ที่ถูกจับตาเรื่องเปลี่ยนตัว หลังมีการเปลี่ยนคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งมี นริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นประธานกรรมการ และมีการดึงบอร์ดฟากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ พิชัย ชุณหวชิร มาเป็นประธานกรรมการบริหาร เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ช่วงกลางเดือน ส.ค. คณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกจ้างโสฬส โดยให้มีผลทันทีโดยที่รอผลสอบข้อเท็จจริง และไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า อีกทั้งไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นเลิกจ้างก่อนครบวาระ 4 ในช่วงกลางปี 2556 โดยบอร์ดลงความเห็นว่ามีการทำผิดมติบอร์ดในการปล่อยสินเชื่อในโครงการชะลอการเลิกจ้าง

ยังไม่นับรวมการสอบทุจริตในอีกหลายโครงการที่กำลังตามมา

ขณะที่โสฬสลุกขึ้นแจ้งความให้ตำรวจดำเนินการเอาผิดกับคณะกรรมการของเอสเอ็มอีแบงก์เกือบทั้งชุด ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ โดยขอให้ตำรวจดำเนินการรวบรวมหลักฐานและส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ดำเนินการเอาผิดกับกรรมการทั้งหมดต่อไป

ที่ดุเดือดไม่แพ้ใครก็ได้แก่ การไล่บี้ปลด เลอศักดิ์ จุลเทศ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อบอร์ดใหม่ที่นำโดย พรรณี สถาวโรดม อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการเมื่อเดือน พ.ย. 2554 ซึ่งมีกระแสข่าวลือว่า พรรณี เป็นคนของ นิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตประธานกรรมการคณะกรรมการธนาคารออมสิน ซึ่งถูก เลอศักดิ์ อดีตผู้อำนวยธนาคารออมสิน เดินหน้าทางคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับ นิพัทธ

ในสมัยที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็น รมว.คลัง มีการตั้งกรรมการสอบทุจริต เลอศักดิ์ หวังปลด เลอศักดิ์ ให้พ้นเก้าอี้ก่อนครบวาระ 4 ปี ในเดือน ก.ค. 2555 แม้ว่าผลประเมินเลอศักดิ์ จะออกมาดีเกือบเต็ม 100% เพราะสามารถนำพาองค์กรขยายสินเชื่อ เงินฝากและสินทรัพย์ได้ทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ซึ่งน่าจะได้ต่อวาระผู้อำนวยการออมสินอีก 2 ปีก่อนเกษียณก็ตาม

ผลจากความขัดแย้งระหว่างพรรณีและเลอศักดิ์ ทำให้การปล่อยสินเชื่อชะงัก มีการใช้อำนาจบอร์ดแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานหวังล้างขั้วเก่า จนในที่สุดเลอศักดิ์ต้องยอมลงจากเก้าอี้ตามวาระ เช่นเดียวกับ พรรณี ที่ต้องยอมลงจากเก้าอี้ประธาน เมื่อเดือน พ.ย. 2555 ที่ผ่านมา

ขณะที่ธนาคารออมสินตกอยู่ในสถานะง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและขยายสินเชื่อได้อย่างเต็มที่ มีรายได้จากสินเชื่อเก่ามาหล่อเลี้ยงเท่านั้น ค่าสินเชื่อใหม่อืดเป็นเรือเกลือ

ในที่สุดธนาคารออมสิน ได้ผู้อำนวยการคนใหม่ คือ วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2555 ที่ผ่านมา

ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการธนาคารในยุค “ทนายทักษิณ” เป็นใหญ่แทบจะยกชุด

ที่ต้องรอลุ้นอีกแห่ง คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งกำลังสรรหาผู้นำคนใหม่หลังวรวิทย์ลาออกไป แว่วว่าฝ่ายการเมืองผลักดันคนใน “อังคณา ไชยมนัส” รองกรรมการผู้จัดการ ธอส. ขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำธนาคารบ้านที่อยู่อาศัย

ด้านธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ก็เป็นหนึ่งในธนาคารรัฐที่ถูกจับตาเรื่องเด็ดหัวเอ็มดี คือ ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการไอแบงก์ในขณะนั้น เจอผลสอบ ธปท. ปูดเรื่องการปล่อยสินเชื่อไม่ชอบมาพากล ประมาณ 8 โครงการ มูลหนี้รวมกว่า 8,000 ล้านบาท แม้ผลสอบจะออกมาจะจับมือใครดมไม่ได้ เพราะมีลูกหนี้ทยอยชำระหนี้ค้างคืนไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท

แต่ก็กลายเป็นการเปิดประเด็นให้กระทรวงการคลังเข้าไปตรวจพอร์ตสินเชื่อของไอแบงก์แบบขุดคุ้ยมากขึ้น จนเมื่อ ธีรศักดิ์ หมดวาระกรรมการผู้จัดการในเดือน ก.ค. 2555 ซึ่งก็เป็นช่วงเดียวกับที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลของไอแบงก์ เพิ่มพรวดมากกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท และขาดทุนเป็นประวัติการณ์กว่า 5,000 ล้านบาท

ล่าสุด ไอแบงก์อยู่ระหว่างการร่างแผนฟื้นฟูกิจการเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อแลกกับเงินเพิ่มทุน 445 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการสรรหาตัวกรรมการผู้จัดการคนใหม่ และบอร์ดมีมติแต่งตั้ง ธานินทร์ อังสุวรังษี อดีตผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์เม้นท์ โซลูชั่น บริษัทลูกของแคปปิตอล โอเค ของตระกูลชินวัตร ไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะมีเสียงคัดค้านเรื่องคุณสมบัติของ ธานินทร์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามคนใหม่ ว่า ไม่ตรงตามที่กรรมการสรรหาระบุไว้ ว่าต้องมีประสบการณ์บริหารองค์กรขนาด 1 หมื่นล้านบาท ก็ตาม

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่