
สั่งสต๊อก4อาหารรับภัยพิบัติฉุกเฉิน
เกษตรวางแผนสำรองอาหาร 4 ชนิด ข้าว ไข่ หมู ไก่หากเกิดภัยพิบัติ
เกษตรวางแผนสำรองอาหาร 4 ชนิด ข้าว ไข่ หมู ไก่หากเกิดภัยพิบัติ
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับภัยพิบัติด้านการเกษตร ได้วางมาตรการเตรียมอาหารที่จำเป็นต่อการบริโภคของประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินควรสำรองอาหารไว้ 4 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ และควรมีแหล่งผลิตพอกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างน้อย 23 เดือน
ทั้งนี้ เนื่องจากการที่ภาคกลางของไทยประสบภัยพิบัติน้ำท่วมในปี 2554 นานถึง 2 เดือน พบว่าประชาชนขาดแคลนอาหาร รวมทั้งสินค้ามีราคาแพง ส่วนหนึ่งจากการกักตุนสินค้า และการผลิตสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการและการขนส่งมีปัญหา
ทั้งนี้ ผลการสำรวจของข้าวสารและข้าวเปลือก พบว่า มีสหกรณ์ และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรที่เป็นแหล่งรวบรวมข้าวสารและข้าวเปลือก 5 ภาค คือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ และภาคตะวันออก รวม 104 แห่ง ใน 41 จังหวัด ปริมาณการสำรองกว่า 4.5 หมื่นตัน
ขณะที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รายงานว่าปริมาณข้าวสารภายใต้โครงการรับจำนำของรัฐบาลอยู่ในคลังสินค้าทั่วประเทศ 148 แห่ง ใน 20 จังหวัด รวมกว่า 18 ล้านกระสอบ
นายชวลิต กล่าวว่า ในส่วนของไข่ไก่ มีสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ และ สมาคมผู้ผลิตที่เป็นแหล่งรวบรวมไข่ไก่ 6 แห่ง ใน 6 จังหวัด มีปริมาณสำรองไข่ไก่รวม 8.2 ล้านฟอง/วัน ส่วนอาหารสดแช่แข็ง เนื้อไก่และเนื้อหมู มีสมาคมผู้ผลิตที่เป็นแหล่งรวบรวมอาหารสดแช่แข็ง 14 แห่งใน 10 จังหวัด ปริมาณสำรองอาหารสดแช่แข็ง รวม 2,121 .12 ตัน/วัน
นอกจากนี้ ในส่วนของเนื้อไก่ และเนื้อหมูแช่แข็งนั้น พบว่าข้อมูลการผลิตดังกล่าว เป็นปริมาณที่ผลิตตามออเดอร์ของผู้ประกอบการ โดยสินค้าทั้ง2 ชนิดไม่นิยมเก็บสต๊อก เนื่องจากระบบการผลิต และการซื้อขายเป็นแบบวันต่อวัน เกษตรกรจะไม่สต๊อกสินค้าไว้ที่ตัว เพราะมีต้นทุนในการเก็บรักษา ต้องจ่ายค่าแช่เย็น แต่หากรัฐบาลต้องการสต๊อกเอาไว้ต้องระบุปริมาณและระยะเวลาเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นว่า เนื้อหมู และเนื้อไก่จะใช้วิธีการสต๊อกเป็นสัตว์มีชีวิตในฟาร์ม โดยใช้วิธีการกำหนดที่ตั้งแหล่งผลิตให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถนำหมูและไก่ ที่เลี้ยงไว้ไปแปรรูปเป็นอาหารได้ทันทีหากเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน
สำหรับผักที่มีราคาสูงมากในช่วงเกิดวิกฤตนั้น การแก้ไขปัญหาทำได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถเก็บสต๊อกได้นาน 23 เดือน จึงต้องยอมให้เป็นไปตามกลไกการตลาด ซึ่งราคาจะปรับขึ้นเร็วและลงเร็ว เพราะแปลงผักที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติฟื้นตัวได้เร็วแต่ทั้งนี้ผลการสำรวจข้อมูลสิ้นค้าทั้ง 4 ชนิดที่มีความพร้อมสามารถหยิบมาใช้ได้ทันทีในช่วงที่มีปัญหา ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะมีปริมาณอาหารเพียงพอไม่เกิดการขาดแคลนเหมือนปลายปี 2554 ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน







