
‘2013’ปีแห่งเศรษฐกิจเอเชีย
รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
เลขท้ายของปีหน้าคือ 13 ซึ่งเป็นเลขที่ไม่ค่อยดีนักในวัฒนธรรมฝั่งตะวันตก แต่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับคนตะวันออก บังเอิญสอดคล้องกับการคาดหมายสภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า ที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปคงยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ แม้หลายฝ่ายเชื่อว่าเศรษฐกิจตะวันตกโดยรวมได้ผ่านสภาวะ “โคม่า” หรือจุดต่ำสุดแล้วในปีนี้ แต่ต้องอาศัยเวลาพอสมควรในการ “พักฟื้น” ให้สภาพร่างกายกลับคืนสู่ภาวะปกติ
เทียบกับเศรษฐกิจทางฝั่งเอเชียตะวันออกแล้วเป็น “คนละเรื่อง” แม้ว่าจะได้รับผลกระทบกับสภาวะไข้ที่ “ระบาด” ไปทั่วโลกบ้าง แต่ด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแรงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยเฉพาะจีนที่สภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจแม้จะชะลอไปบ้างในช่วงครึ่งปีแรก แต่ก็สามารถเร่งการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังชดเชยจนโตได้ตามเป้า
ดังนั้น เศรษฐกิจของ “เอเชียตะวันออก” ในปีหน้าจึงยังคง “นำหน้า” เศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ และมีขนาดตลอดจน “มิติ” ที่กว้างและลึกขึ้นจากข้อตกลงทางการค้าและทางการเงินที่มีการ “ผูกพัน” กันไว้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผู้นำพร้อมกันของ 3 ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก อันได้แก่ จีนซึ่งจะมีผู้นำใหม่ คือ “สีจิ้นผิง” และ “หลี่เค่อเฉียง” ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีตามลำดับในปีหน้า ส่วนญี่ปุ่นก็จะมีรัฐบาลใหม่ โดยการนำของ “ชินโสะ อาเบะ” ซึ่งจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปีหน้าเช่นกัน
และล่าสุดคือ ที่เกาหลีใต้ที่ได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศคือ “ปาร์คกึนเฮ” จากพรรครัฐบาลเดิม จะขึ้นเป็นผู้นำที่จะกำหนดอนาคตของเกาหลีใต้และจะมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญรุ่งเรืองของภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้
แม้ว่าทั้ง 3 ชาติจะยังคงมีเรื่อง “ระหองระแหง” ทางประวัติศาสตร์และยังคงมี “ข้อพิพาท” ทางภูมิศาสตร์ ด้วยการอ้างกรรมสิทธิ์ใน “พื้นที่ทับซ้อน” อย่างเช่น ที่เกาะเตียวหยูในภาษาจีนหรือเกาะเซนกากุในภาษาญี่ปุ่น ที่ลุกลามบานปลายจาก “ศึกแห่งศักดิ์ศรี” เป็น “สงครามทางการค้า” จนเกือบจะ “เอาไม่อยู่” ในปีนี้
ส่วนเกาหลีใต้เองก็ค่อนข้างเป็น “เกาเหลา” โดยเฉพาะกับญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยลงรอยกัน และยังมีเรื่อง “เกาหลีเหนือ” ให้คอยปวดหัวปวดใจเป็นระยะๆ เพราะ “ขานั้น” ก็มีการเปลี่ยนผู้นำใหม่ในปีก่อนนี้เป็น “คิมจองอึน” วัยหนุ่มเพียง 2829 ปี ผู้ลูกที่ต้องพยายาม “ตามรอยเท้า” พ่อและแสดงบารมีให้คนของตัวได้เห็นและให้ทั่วโลกได้ปั่นป่วน โดยแสดง “อิทธิฤทธิ์” ด้านศักยภาพในการพัฒนานิวเคลียร์โดยการ “ยิงจรวด” ให้ชาวโลกได้ “ตกตะลึง” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
แต่ก็เชื่อเถอะ แม้จะมีความไม่ลงรอยกันและ “กระทบกระทั่ง” กันบ้างของ 3 ชนชาติแห่งเอเชียตะวันออก ตลอดจนอาจจะมี “แรงกดดัน” ให้ผู้นำ “ใหม่” ของชาติเหล่านี้ให้แสดงท่าที “แข็งกร้าว” บ้างหรืออาจต้องแสดง “ความรักชาติ” แรงบ้างเบาบ้าง แต่ลึกๆ แล้วผู้นำใหม่ทั้งหลายคงไม่อยาก “มีเรื่อง” เพราะมีความร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจและตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่ผูกติดกันอยู่ ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
ดังนั้น ถ้ามีความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว ย่อมเสียหายทั้งสองฝ่ายและจะส่งผลต่อความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของชาติเอเชียตะวันออกโดยรวมด้วย จึง “ฟันธง” ได้ว่า “ปากท้องย่อมสำคัญกว่าศักดิ์ศรี” คงไม่มีผู้นำใหม่ท่านใดที่กล้า “ทุบหม้อข้าว” ตัวเองในช่วงเริ่มต้นของการทำงานและจะทำให้เสียคะแนนนิยมในที่สุด
จริงๆ แล้วชาติเหล่านี้ก็ล้วนมี “ความผูกพันทางสายเลือด” และถ้าว่ากันตามการสืบสายพันธุ์ตั้งแต่อดีตกาลก็ล้วนเป็น “สายเลือดมังกร” ทั้งสิ้น
เห็นทีปีหน้า แม้จะพ้น “ปีมังกร” ไปแล้วก็ตาม แต่มังกรแห่งเอเชียตะวันออกยังคงผงาดฟ้าต่อไป







