
11เดือนกองทุนรวมโต25%
กองหุ้นแจกกำไรสูงสุด34%หวังภาษีใหม่หนุนซื้อLTFเพิ่ม
กองหุ้นแจกกำไรสูงสุด34%หวังภาษีใหม่หนุนซื้อLTFเพิ่ม
11 เดือนกองทุนรวมโตฉลุย กองทุนหุ้นแจกกำไรสูงสุด 34% หวังภาษีปีหน้าลดลงทำให้คนแบ่งเงินลงทุน LTF-RMF เพิ่ม
นายสมจินต์ ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจกองทุนรวมในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2555 มีการเติบโตที่น่าพอใจ โดยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2555 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.54 ล้านล้านบาท เติบโต 25% จากสิ้นปี 2554 อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท
แนวโน้มปี 2556 คาดว่ากองทุนรวมยังเติบโตได้ดีในอัตราที่มากกว่า 10% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความเข้าใจในการลงทุนมากขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำ จึงต้องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
“การเติบโตส่วนใหญ่มาจากกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์ที่กำหนดอายุการลงทุนสั้นๆ” นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าว
ปัจจุบันกองทุนรวมตราสารหนี้มีมูลค่าสินทรัพย์สูงสุด 5.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 56% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวม ขณะที่กองทุนหุ้นมีสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น โดยกองทุนรวมมีการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศมูลค่า 3.27 แสนล้านบาท และตราสารหนี้ต่างประเทศมูลค่า 2.59 แสนล้านบาท
สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วง 11 เดือนแรก พบว่า กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 34% กองทุนผสมเฉลี่ย 18.9% กองทุนรวมตลาดเงิน หรือมันนี่มาร์เก็ต ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำสุด ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.5% กองทุนตราสารหนี้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.1% กองทุนทองคำผลตอบแทนเฉลี่ย 3.3%
ขณะที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ผลตอบแทนเฉลี่ย 28.8% กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.7% โดย RMF ที่ลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 29.9% RMF ที่ลงทุนผสมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 21.8% RMF ลงทุนในตราสารหนี้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.9% และ RMF ที่ลงทุนอื่นๆ ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.3%
บัญชีกองทุนรวม ณ สิ้นปี 2554 มีจำนวน 2.9 ล้านบัญชี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีจำนวน 2.48 ล้านบัญชี ซึ่งสองกลุ่มนี้มีรายชื่อซ้ำซ้อนกันอยู่บ้าง ส่วนกองทุนส่วนบุคคลมีจำนวนบัญชี 1,687 บัญชี ขณะที่บัญชีเงินฝากในระบบมีจำนวน 70 ล้านบัญชี ซึ่งบัญชีกองทุนรวมคิดเป็นเพียง 4% ของบัญชีเงินฝาก
นอกจากนี้ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมเมื่อเทียบจีดีพีคิดเป็น 20% เท่านั้น เมื่อเทียบในต่างประเทศซึ่งสหรัฐมีสัดส่วนสูงถึง 150% ฮ่องกงอยู่ที่ 100% กว่า ญี่ปุ่น 70% ไต้หวันและเกาหลีใต้ 30% ส่วนจีนอยู่ที่ 10% ใกล้เคียงกับไทย แต่มีการลงทุนในหุ้นมาก กว่าตราสารหนี้ ต่างจากกองทุนรวมของไทย
นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวถึงการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ ซึ่งมีผลในปี 2556 ว่าจะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ใช้จ่ายได้มากขึ้นก็น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
คนที่ซื้อกองทุน LTF จำนวนมากเป็นกลุ่มที่เสียภาษีในอัตรา 20% ซึ่งก็หวังว่าชนชั้นกลางเมื่อมีภาระภาษีน้อยลงจะแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนเพิ่มขึ้น ส่วนคนที่เคยเสียภาษีสูงสุด 37% จะลดเหลือ 35% ในปีหน้าก็ไม่น่าจะกระทบกับ LTF ซึ่งคนกลุ่มนี้ซื้อลงทุนได้เต็ม 5 แสนบาทอยู่แล้ว
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนยูโอบี LTF และ RMF ของบริษัทติดอันดับ 1 ใน 10 ข้อมูลจากเว็บไซต์มอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 11 ธ.ค.2555 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศและความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนของทีมผู้จัดการกองทุน







