
พลังงานบริสุทธิ์ขายหุ้นไม่ทันปี’55
ยันเข้าตลาดเอ็มเอไอต้นปีหน้าธุรกิจหนุนกำไรโตก้าวกระโดด
ยันเข้าตลาดเอ็มเอไอต้นปีหน้าธุรกิจหนุนกำไรโตก้าวกระโดด
EA เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ไม่ทันปีนี้ ยันขายหุ้นต้นปี 2566 ทุ่มลงทุนพลังงานทดแทน หนุนกำไรกระโดด
นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าไม่สามารถเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 560 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.10 บาท เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในปีนี้ เนื่องจากไฟลิงอยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าจะเสนอขายหุ้นในต้นปี 2556
ปัจจุบันคุณสมบัติของบริษัทผ่านเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แต่มีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากลดการถือครองหุ้นลงอีก 5% เพราะจะต้องกระจายหุ้น 30% ซึ่งมองว่าสูงเกินไป และบริษัทยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมี นโยบายจ่ายเงินปันผลที่ 30% ของกำไรสุทธิ
บริษัทคาดว่าการเติบโตของธุรกิจในปี 2556 จะเป็นไปตามโครงการพลังงานทดแทน โดยจะมีการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ จ.นครสวรรค์ ขนาดกำลังผลิต 90 เมกะวัตต์ (MW) ใช้เงินลงทุน 6,680 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ 1,586 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 915 ล้านบาทต่อปี
สำหรับในช่วงปี 25572558 จะมีการลงทุนอีก 2 โครงการ ที่ จ.ลำปาง และพิษณุโลก ขนาดกำลังผลิตแห่งละ 90 MW จะส่งผลให้รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดหลังจากปี 2558 และสัดส่วนรายได้ปรับเปลี่ยนเป็นการจำหน่ายไฟฟ้าเกินกว่า 50% ส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจไบโอดีเซล
บริษัทยังมีแผนงานลงทุนโครงการพลังงานลมเพิ่มเติมอีก 16 โครงการ แบ่งเป็นในพื้นที่ จ.ชัยภูมิมุกดาหาร ราว 13 แห่ง คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ทั้งหมด 635 MW และใน จ.นครศรีธรรมราชสงขลา อีก 3 แห่ง คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ทั้งหมด 126 MW คาดว่าจะเริ่มสร้างได้ในช่วงปี 2558 เป็นต้นไปจนถึงปี 2563 คาดว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งหมด 761 MW
นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน EA กล่าวว่า EA ควรอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เพราะเป็นบริษัทที่มีการเติบโตสูง ฉะนั้นควรโดดเด่นอยู่ในกลุ่มบริษัทในเอ็ม เอ ไอ
นอกจากนี้ EA เป็นบริษัทตัวอย่างในการใช้ตลาดทุนให้เป็นประโยชน์ในการขยายธุรกิจด้าน พลังงานทดแทนได้ดี
สำหรับผลหลังนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนทั้งหมด 11 จังหวัด มองว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งมีนักลงทุนสถาบันเข้าพบมากกว่า 10 กองทุน อาทิ กองทุนรวมของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันเอไอเอ คาดว่าจะแบ่งการเสนอขายหุ้นให้นักลงทุนสถาบันประมาณ 30-40% และรายย่อย 60-70% หรือประมาณ 5,000-1 หมื่นราย
“จะไม่มีการทำสำรวจความต้องการซื้อและราคาจากนักลงทุนสถาบัน (บุ๊กบิว) แต่การตั้งราคาต้องมีส่วนลดให้กับผู้ลงทุนตามกลไกตลาด ซึ่งปกติในภาวะตลาดหุ้นโดยรวมดีจะให้ส่วนลด 13-15% ถ้าภาวะดีปานกลางจะให้ส่วนลดประมาณ 20% ขณะที่ภาวะตลาดไม่ดีควรให้ส่วนลดประมาณ 30%” นายสมภพ กล่าว







