posttoday
จี้คลังรับมือภาษีลงทุนสหรัฐ

จี้คลังรับมือภาษีลงทุนสหรัฐ

17 ธันวาคม 2555

เข้มรายงานข้อมูล หวั่นเจอภาษี30% แนะเจรจาจีทูจี

เข้มรายงานข้อมูล หวั่นเจอภาษี30% แนะเจรจาจีทูจี

สภาธุรกิจฯ จี้คลังแก้ปัญหา กรณี FATCA บังคับสถาบันการเงินไทยเปิดเผยรายชื่อข้อมูลการเงินนักลงทุนสหรัฐ หวั่นโดนเก็บภาษีสูงสุด 45%

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทยวันที่ 24 ธ.ค.นี้ สธท.จะเสนอให้กระทรวงการคลังเป็นแกนหลักแก้ไขปัญหากรณีที่กรมสรรพากรสหรัฐมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินทุกแห่งรายงานรายชื่อและข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของนักลงทุนสหรัฐ ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและที่เป็นนิติบุคคล ที่เข้ามาทำธุรกรรมในประเทศไทย ต้องรายงานการทำธุรกรรมการเงินต่อกรมสรรพากร กระทรวงการคลังสหรัฐโดยตรง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการติดตามเก็บภาษีรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศของสหรัฐ (FATCA) และจะมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวมีผลกระทบหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจกองทุนรวม ธุรกิจประกันภัย รวมถึงบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เพราะหากไม่เปิดรายชื่อนักลงทุนสหรัฐภายในสิ้นปีหน้าสถาบันการเงินทุกแห่งจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 30% ของรายได้ที่มีแหล่งที่มาจากสหรัฐทันที เมื่อมีการนำเงินกลับประเทศไทย จากปัจจุบันที่ถูกหักภาษีอยู่แล้ว 15% ทำให้สถาบันการเงินไทยอาจถูกหักภาษีรวมสูงถึง 45% และไม่รู้ว่าในอนาคตหากมีการถอนเงินลงทุนออกจากสหรัฐ เงินต้นจะต้องถูกนำไปหักภาษีอีกหรือไม่

สำหรับแนวทางแก้ไขมีอยู่ 2 ทาง คือ สถาบันการเงินหรือเอกชนไทยที่ทำธุรกรรมในสหรัฐจะต้องเปิดเผยรายชื่อให้กระทรวงการคลังสหรัฐโดยตรง ซึ่งปกติไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับให้เปิดเผยข้อมูลบัญชีลูกค้า ซึ่งอาจทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ถูกฟ้องร้องได้ และในกรณีที่สถาบันการเงินไทยไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐจนถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 30% ก็อาจมีปัญหาได้เพราะไม่มีกฎหมายไทยรองรับ สำหรับอีกแนวทาง คือ การทำสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐ (จีทูจี) โดยให้รัฐบาลไทยเป็นคนรวบรวมข้อมูลจากสถาบันการเงินไทยส่งให้รัฐบาลสหรัฐ ซึ่งวิธีนี้อาจต้องมีการแก้กฎหมายในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก

“ทางออกที่ดีสุดคือการทำสัญญาแบบจีทูจี แต่ให้เอกชนเป็นผู้รวบรวมรายชื่อแล้วเสนอให้รัฐบาลไทยเป็นผู้รายงานต่อสหรัฐแทน เพียงแต่เอกชนขอทราบรายละเอียดว่าต้องเปิดเผยอะไรบ้าง ซึ่งวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย สามารถทำได้รวดเร็วทันกำหนดเวลาที่เหลืออีก 1 ปี”

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่สหรัฐจะกลับมาเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในหุ้นอัตราเดิมที่ 20-25% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีจะสิ้นสุดลงสิ้นเดือนนี้ จากเดิมที่ลดหย่อนให้เหลือ 15% ซึ่งกระทบกับนักลงทุนสถาบันการเงินของไทยที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐได้ หากไม่มีการต่ออายุ เพราะจะทำให้มีต้นทุนและความเสี่ยงสูงขึ้น รวมถึงจะได้รับผลตอบแทนลดลงด้วย แต่คิดว่าผลกระทบไม่มากเพราะนักลงทุนไทยไปลงทุนสหรัฐน้อยมากหลังสหรัฐมีปัญหาเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร