
ตลาดเงินตื่นรัฐอัดคิวอี 3 พลัสฟื้นเศรษฐกิจ
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเงินตลาดทุนต้องระทึกกับปัจจัยต่างประเทศอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐประกาศขยายมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 หรือคิวอี 3 พลัส ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีก 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทดแทนพันธบัตรที่จะหมดอายุลงสิ้นปีนี้ กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมา ยอมรับ ว่าปัจจัยต่างประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย ซึ่งทำให้ไทยต้องหันมาดูแลเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ทดแทนการส่งออก เช่นเดียวกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อยู่ระหว่างติดตามมาตรการคิวอี 3 พลัส เพราะคาดว่าจะทำให้เงินไหลเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเงินตลาดทุนต้องระทึกกับปัจจัยต่างประเทศอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐประกาศขยายมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 หรือคิวอี 3 พลัส ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีก 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทดแทนพันธบัตรที่จะหมดอายุลงสิ้นปีนี้ กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมา ยอมรับ ว่าปัจจัยต่างประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย ซึ่งทำให้ไทยต้องหันมาดูแลเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ทดแทนการส่งออก เช่นเดียวกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อยู่ระหว่างติดตามมาตรการคิวอี 3 พลัส เพราะคาดว่าจะทำให้เงินไหลเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจต่างประเทศ ยังอ่อนแรง แต่ ธปท. เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องจากปีนี้ คาดเศรษฐกิจจะเติบโตได้ 4.6% อาศัยแรงขับเคลื่อนจากการจับจ่ายในประเทศและการลงทุนเป็นหลัก ส่วนเงินเฟ้อยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ก็มีปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง คือ การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ
ขณะที่การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2556 ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังคงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 0.53% เช่นเดิม
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงปีหน้า 3 เรื่อง ที่ ธปท.เป็นห่วง ได้แก่ 1.ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ยังเรื้อรัง ความไม่แน่นอนการต่อมาตรการหน้าผาทางการคลัง (Fiscl Cliff) ของสหรัฐ ซึ่งหากสหรัฐไม่ต่อมาตรการอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวในปี 2556 ถึง 0.5%
2.ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจจะเร่งขึ้น รวมถึงต้องติดตามดูแนวโน้มสินเชื่อครัวเรือน โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อคอนโดมิเนียมที่ขยายตัวสูงและเริ่มผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น และ 3.ความต่อเนื่องของแรงส่งจากการใช้จ่ายในประเทศ หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทยอยหมดลงในอนาคต
ในขณะที่เศรษฐกิจที่หลายสำนักคาดว่าจะไปได้ดีในปีหน้า กรมสรรพากรก็เตรียมตั้งเป้าหมายขยายฐานภาษีปีงบประมาณ 2556 เพิ่มอีก 2 แสนราย มากกว่าปีปกติที่มีฐานภาษีเพิ่มหลักหมื่นราย โดยมีเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2556 อยู่ที่ 1.77 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9% พุ่งเป้าไปยังกลุ่มธุรกิจที่เริ่มมีผลประกอบการดีขึ้น ทั้งกลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร โรงแรมติดชายทะเล และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และการเข้าตรวจสอบกลุ่มธนาคาร ประกันชีวิต
ส่วนผลประกอบการธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมปีนี้ที่ไปได้ดี แม้จะเกิดน้ำท่วมปลายปีก่อน ทำให้หลายอุตสาหกรรมเตรียมจ่ายโบนัสให้พนักงานทิ้งทวนก่อนข้ามปี ธนาคารส่วนใหญ่ประกาศจ่ายโบนัสขั้นต่ำ 2 เดือน และจะจ่ายเพิ่มตามผลประกอบการให้อีกหลังจากปิดงบดุลสิ้นปี 2555
ธนาคารกรุงเทพ แจ้งว่า 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้จ่ายโบนัสรวม 3 เดือน ทยอยแบ่งจ่ายในเดือน มิ.ย. ธ.ค. และ ม.ค. ซึ่งเดิมเป็นการจ่าย 2 เดือน แต่ที่เพิ่มในเดือน ม.ค. เป็นข้อตกลงของสหภาพกับฝ่ายบริหาร เช่นเดียวกับธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ แม้ฝ่ายบริหารต้องรอดูผลการดำเนินงานทั้งปีก่อนประกาศโบนัส แต่ปีที่ผ่านมาพนักงาน 2 ใน 3 ได้โบนัสมากกว่า 3 เดือน พนักงาน 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้โบนัสน้อยกว่านี้ แต่เฉลี่ยพนักงานทุกคนจะได้โบนัสขั้นต่ำ 1.52 เดือน
ความเคลื่อนไหวธนาคารเฉพาะกิจ ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มทุนให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จากเดิม 5 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส. และดำเนินการตามนโยบายและมาตรการของรัฐบาล โดย ธ.ก.ส. ให้เหตุผลว่า เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธนาคาร หลังจากธนาคารดำเนินโครงการพักหนี้ดีให้เกษตรกรรายย่อย และประชาชนที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท รวม 2.9 แสนล้านราย ต้นเงินหนี้ 3.96 แสนล้านบาท คิดเป็น 34% ของสินเชื่อทั้งหมด เมื่อประเมินผลกระทบแล้ว จะทำให้ ธ.ก.ส. รายได้ลดลงสูงสุดปีละ 4,800 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 4,700 ล้านบาท
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนียังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องและปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ธ.ค. ที่ระดับ 1,358.50 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.69 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 3.72 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นที่พุ่งเหนือระดับ 1,350 จุด ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ ในรอบ 16 ปี 10 เดือน และส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีถึงปัจจุบันรวมกว่า 30.8% ซึ่งทำสถิติสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ตลาดหลักทรัพย์จึงเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุน และให้ติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจทั้งจากต่างประเทศและในประเทศอย่างใกล้ชิด และพิจารณากระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้เหมาะสม







