
โอกาสและความท้าทายของะรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการระดมทุนผ่านตลาดทุน
โดย...สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
โดย...สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
งานเสวนา “โอกาสและความท้าทายของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)ในการระดมทุนผ่านตลาดทุน” ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จัดเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดาตุ๊ก รานจิต อาจิต ซิงห์ ประธาน ก.ล.ต.มาเลเซีย มาเลเซียประสบความสำเร็จในการส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนซึ่งช่วยพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีด้วย ชินพยองโฮ กรรมการบริหาร ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีในการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่ของเกาหลีหรือ KONEX ซึ่งจะเป็นตลาดรองสำหรับเอสเอ็มอี และพงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสวีไอ (SVI) เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในวงการธุรกิจร่วมลงทุน
เอสเอ็มอี เป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจในหลายประเทศ แต่ทางเลือกในการระดมทุนของเอสเอ็มอีมักจะมีอยู่อย่างจำกัดมากและไม่เพียงพอ การเสวนาได้เน้นให้เห็นถึงช่องทางการระดมทุนผ่านตลาดทุน ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดช่องว่างในการหาแหล่งทุนของเอสเอ็มอี
เอสเอ็มอีถือเป็นหน่วยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ดังจะเห็นได้จากการที่เอสเอ็มอีมีสัดส่วนถึง 37% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 28% ของมูลค่าการส่งออกรวม และ 78% ของการจ้างงานในประเทศ แต่กระนั้นเอสเอ็มอีก็มีช่องทางที่จำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนและไม่มีความชำนาญในการใช้ตลาดทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพของธุรกิจ
ก.ล.ต. ได้ริเริ่มหลายเรื่องเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอี เช่น โครงการหุ้นกู้เอสเอ็มอี และโครงการหุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ซึ่งได้ดำเนินการเข้าหาธุรกิจในต่างจังหวัดจำนวนมาก ซึ่งมีศักยภาพที่จะระดมทุนจากประชาชนได้ โดยได้มีการจัดโครงการให้ความรู้และฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องแก่เอสเอ็มอี และได้มีการลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนด้วย
เป็นที่ทราบกันว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทุกประเทศ แต่ลักษณะพิเศษของกลุ่มเอสเอ็มอีคือ ความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการ (Entrepreneur Spirit) และความเสี่ยงที่มาพร้อมกับธุรกิจประเภทนี้
การส่งเสริมการระดมทุนของเอสเอ็มอีในตลาดทุนต้องเป็นไปทั้งกระบวนการทั้งก่อนเข้าตลาดหุ้น ในเรื่องการเตรียมตัวและการระดมทุนเริ่มต้น ไปจนถึงการดูแลหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ไปจนถึงในระยะยาว เรื่องการเติบโตในภูมิภาค โดยมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของเอสเอ็มอีในมาเลเซียและตลาดรองในเกาหลีใต้
ผู้ร่วมเสวนาพูดถึงภาพรวม โอกาส และความท้าทายของเอสเอ็มอี ในตลาดมาเลเซีย เกาหลีใต้ และไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้
ดาตุ๊ก รานจิต อาจิต ซิงห์ ประธาน ก.ล.ต.มาเลเซีย
มาเลเซียเน้นมาตรฐานบรรษัทภิบาลเอสเอ็มอี
ในมาเลเซีย กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีหมายถึง ธุรกิจที่มีทุนต่ำกว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อย (Micro Enterprises) คิดเป็น 79% ของธุรกิจทั้งหมด ทั้งนี้ 70% ของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กมาจากภาคธุรกิจบริการ โดยรวมแล้วเอสเอ็มอีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็น 32% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เทียบกับ 51% ของประเทศที่พัฒนาแล้ว
ลักษณะสำคัญของเอสเอ็มอี ณ ขณะนี้ คือ การมีผลผลิตต่ำ การก่อตั้งธุรกิจน้อย และการเติบโตกระจุกตัวที่บริษัทบางแห่ง ซึ่งเรื่องสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการมีหลายประเด็น เช่น การสนับสนุนนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี บรรษัทภิบาล การขยายช่องทางเข้าถึงแหล่งความรู้และงานวิจัย การร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อต่อยอดงานวิจัยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ความสามารถ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน (ในปัจจุบันยังพึ่งพิงการกู้ยืมจากธนาคารถึงกว่า 8090%) การปรับปรุงกฎเกณฑ์การกำกับดูแล กฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการสนับสนุนการเติบโตของเอสเอ็มอี
การสร้างโครงสร้างที่สนับสนุนเอสเอ็มอีในภาพรวมภายใต้แผนแม่บทเอ็มเอสอี ที่ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สำหรับเอสเอ็มอี และการส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน (PublicPrivate Partnership)
ในมุมมองของผู้กำกับดูแล (Regulator) มีความเปราะบางเรื่องการรักษามาตรฐานขั้นสูงเพื่อปกป้องนักลงทุน ในขณะเดียวกันต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้ระดมทุน มีการส่งเสริมให้ที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ส่งเสริมให้ธุรกิจกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้ตลาดมาเลเซียมีความคาดหวังเรื่องการเปิดเผยข้อมูล บรรษัทภิบาล สร้างมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลเดียวกันสำหรับธุรกิจและนักลงทุนทุกกลุ่ม
ในภาพกว้าง ตลาดอาเซียนอาจเพิ่มความกังวลให้กับทุกฝ่าย (เช่น การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น) แต่ก็เป็นการสร้างโอกาสในการบูรณา การของผู้กำกับดูแลในภูมิภาคนี้ เพราะตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแบรนด์ (ReBranding) เพื่อตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ เช่น การออกหุ้นกู้ข้ามตลาด (CrossBorder Bond)
ในมาเลเซีย โดยรวมแล้วธุรกิจอยากเข้าตลาดหุ้นอยู่แล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรใช้เวลากับบริษัทอย่างเต็มที่ก่อนระดมทุนโดยการกระจายหุ้นสู่ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เน้นความสำคัญของบรรษัทภิบาล ตรวจสอบคุณสมบัติผู้บริหาร ให้เวลาที่สมเหตุผลในการเตรียมตัว โปร่งใส จริงจัง พร้อมที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน ถ้าคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลระยะยาวและเพิ่มมูลค่าให้บริษัทที่เข้าตลาดได้สำเร็จ
ชินพยองโฮ กรรมการบริหาร ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี
มาตรการเกาหลีหนุนเอสเอ็มอี
ในเกาหลี ธุรกิจเอสเอ็มอีหมายถึง ธุรกิจที่มีขนาดเงินทุนต่ำกว่า 27 ล้านเหรียญสหรัฐ และพนักงานน้อยกว่า 50 คน ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีประมาณ 3,125 บริษัท ซึ่งโดยทั่วไปแหล่งที่มาของเงินทุนแบ่งเป็น 83% จากการกู้ยืมธนาคาร 10% จากเงินสนับสนุนภาครัฐ และ 1% จากการระดมทุนในตลาดทุน
เกาหลีให้การสนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งมีความหลากหลายทางด้านประเภทธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ โดยรัฐมีมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เช่น การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การรับประกันเครดิต และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ณ วันนี้เกาหลีจะเน้นเรื่องการระดมทุนทางตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้ความรู้และเตรียมตัวเอสเอ็มอี เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาด KONEX โดยเฉพาะ สำหรับตลาด KOSDAQ ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2539 มีเอสเอ็มอีที่เข้ามาระดมทุนเพิ่มขึ้น 3 เท่า จาก 341 บริษัท เป็น 1,031 บริษัท
เรื่องการให้ความรู้ต้องเริ่มก่อน โดยในเกาหลีมีการสนับสนุนให้ที่ปรึกษาทางการเงิน (Designated Financial Adviser) เข้ามาช่วยเอสเอ็มอี ตลอดกระบวนการเข้าตลาด เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำในสิ่งที่ตนถนัดได้เต็มที่ โดยทั่วไปการระดมทุนในรูปแบบบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) ช่วงเริ่มต้นใช้เวลาประมาณ 67 ปี ในการสร้างรากฐานธุรกิจให้มั่นคง และกว่าจะพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้เวลาประมาณ 12 ปี ซึ่งช่องว่าง 6 ปีนี้ จะต้องมีการให้ความรู้ เตรียมตัวเอสเอ็มอีให้พร้อม โดยมีหน่วยงานเข้ามาทำบทบาทนี้
ในปี 2556 กฎเกณฑ์ไอพีโอจะเข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องนักลงทุน ทั้งนี้การระดมทุนใน KONEX มีข้อดีเรื่องค่าธรรมเนียมต่ำ สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ต่ำ
ทางออกของเกาหลีคือ มีตลาดสำหรับนักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะ เพราะจัดการข้อมูลความเสี่ยงเองได้ ทั้งนี้ธุรกิจที่เข้ามาระดมทุนต้องมีที่ปรึกษาเป็นเสมือนครูนำทาง ชี้แนะแนวทางการบริหารจัดการที่ดี
ด้านผลิตภัณฑ์ตลาดเกาหลีเพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้น มีการส่งเสริมการให้ข้อมูล เช่น การจัดสัมมนา เน้นความโปร่งใส สร้างความคุ้นเคยเรื่องกฎเกณฑ์ ธุรกิจครอบครัว ต้องเรียนรู้การจัดระบบบัญชี ต้องทำระบบให้ง่าย โปร่งใส ธุรกิจควรรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างความน่าสนใจ ดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น
เกาหลีเน้นบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) อย่างมาก ในฐานะผู้นำทางเอสเอ็มอีตลอดกระบวนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ KONEX โดยในหลักการแล้ว (กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องยังต้องผ่านการอนุมัติของผู้กำกับดูแลของตลาดทุนเกาหลีต่อไป) ประโยชน์คร่าวๆ ที่ที่ปรึกษาทางการเงินจะได้รับคือ
ประการแรก สามารถถือหุ้นในบริษัทเอสเอ็มอีได้ไม่เกิน 5%
ประการที่สอง ค่าธรรมเนียมในการเข้าตลาด
ประการที่สาม การให้อำนาจมากขึ้นในการประเมินความเหมาะสมของบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนเข้าตลาด
ในมุมมองของผู้กำกับดูแลต้องเน้นการให้ความรู้ ทั้งด้านกฎเกณฑ์ การเปิดเผยข้อมูล เช่น การจัดหลักสูตรให้มืออาชีพ ทั้งนี้ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างบริษัทนอกตลาดกับบริษัทจดทะเบียนใน KONEX รวมถึงบริษัทนอกตลาดไม่สามารถออกและขายหุ้นให้บุคคลภายนอกได้นอกจากผู้ถือหุ้นเดิม ไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษี 20% ในทางตรงข้าม บริษัทจดทะเบียนจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี 20% ออกหลักทรัพย์เสนอขายเป็นการทั่วไปได้ (Public Offering)
พงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสวีไอ
SVI ตัวอย่างเอสเอ็มอีจดทะเบียนข้ามตลาด
ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงการกู้ยืมจากธนาคาร ธุรกิจเหล่านี้มาถึงจุดหนึ่งจะขยายตัวด้วยการซื้อกิจการ ซึ่งจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนสนับสนุน บริษัทที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นบริษัทที่มีขนาดเงินทุนต่ำกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ มาจากหลากหลายประเภทธุรกิจ และมีการเติบโตกระจุกตัวเป็นกลุ่มๆ โดยวิธีการระดมทุนแบ่งเป็น 2 วิธีหลักๆ คือ
วิธีแรก การระดมทุนเฉพาะเจาะจง (Private Placement) หรือการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นเดิม (Rights Offering) และวิธีที่สอง การออกหุ้นกู้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งต้องมีมูลค่าอย่างต่ำ 200 ล้านบาท ถึงจะคุ้มค่าใช้จ่าย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 45 ล้านบาท และยังมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของหุ้นกู้
การเปิดตลาดอาเซียนทำให้ภาคเอสเอ็มอีไทยต้องตื่นตัวอย่างเร่งด่วน เพราะการแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าธุรกิจไทยไม่ปรับตัวต้องโดนแย่งส่วนแบ่งตลาดไปอย่างแน่นอน สำหรับธุรกิจครอบครัวที่จริงบางแห่งอาจไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนในตลาด แต่ต้องการมืออาชีพเข้ามาบริหารงาน สร้างภาพธุรกิจที่บริหารโดยมืออาชีพ น่าเชื่อถือ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้มุ่งไปที่การทำธุรกิจได้เต็มที่ ทั้งนี้สิ่งที่ผู้กำกับดูแลควรเข้ามาดูคือ การทำให้ระบบทุกอย่างง่ายขึ้น (เข้าใจง่ายและเข้าถึงง่าย) และมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยแนะนำดูแลให้ธุรกิจครอบครัวผ่านกระบวนการเข้าตลาดทุกขั้นตอนแบบมืออาชีพ
SVI ระดมทุนในสองตลาด (Dual Listing) ที่เมืองไทยและไต้หวัน ข้อดีคือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น สามารถใช้ประโยชน์จากวิธีการต่างๆ แต่ในการระดมทุนและการลงทุนสองตลาด ควรคำนึงถึงตลาดแห่งที่สองด้วยว่า มีข้อจำกัดหรือไม่ อย่างไร เช่น ในสิงคโปร์ บริษัท SVI อาจมีสภาพคล่องต่ำ เนื่องจากบริษัทยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง







