
ก้าวสู่ 100 ปี ปูนซีเมนต์ไทยลั่นยึดผู้นำตลาดอาเซียนใน 5 ปี
หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 การค้าในอาเซียนจะยิ่งใหญ่มากขึ้น เพื่อรองรับกับกำลังซื้อที่มากมายมหาศาล หลายธุรกิจต้องมีการปรับโดยเฉพาะองค์กรใหญ่ อย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ซึ่งกุมบังเหียน โดย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวชัดว่า วิสัยทัศน์ของเอสซีจี ต้องการเป็นผู้นำตลาดอาเซียนภายใน 5 ปีนับจากนี้ หลังจากได้มีการเข้าไปทยอยลงทุนในทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนหมดแล้ว เหลือแต่เพียงประเทศบรูไนที่ยังไม่ได้เข้าไปลงทุน ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินรวม 5.5 หมื่นล้านบาท
หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 การค้าในอาเซียนจะยิ่งใหญ่มากขึ้น เพื่อรองรับกับกำลังซื้อที่มากมายมหาศาล หลายธุรกิจต้องมีการปรับโดยเฉพาะองค์กรใหญ่ อย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ซึ่งกุมบังเหียน โดย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวชัดว่า วิสัยทัศน์ของเอสซีจี ต้องการเป็นผู้นำตลาดอาเซียนภายใน 5 ปีนับจากนี้ หลังจากได้มีการเข้าไปทยอยลงทุนในทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนหมดแล้ว เหลือแต่เพียงประเทศบรูไนที่ยังไม่ได้เข้าไปลงทุน ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินรวม 5.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับแผนการลงทุนต่อไป จะมีการใช้เม็ดเงินลงทุน 5 ปี จำนวน 1.52 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 4 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นลงทุนใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากและเศรษฐกิจเติบโตสูงในอาเซียน รองลงมาเป็นเวียดนามและพม่า ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทยอยลงทุนในประเทศอินโดนีเซียไปแล้ว ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและปิโตรเคมี
ทั้งนี้ น้ำหนักการลงทุนในเวลานี้จะให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตปูนซีเมนต์เพิ่ม เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียน จะต้องมีการลงทุนก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เส้นทางคมนาคมขนส่ง ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยเตรียมแผนจะเข้าไปก่อสร้างโรงปูนซีเมนต์ โรงไฟฟ้า และระบบขนส่ง ให้เป็นโรงงานซีเมนต์ครบวงจรบริเวณตอนใต้ของเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในเบื้องต้นจะใช้เม็ดลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท หรือ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และวางแผนจะเพิ่มไลน์การผลิตที่ 2 ด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติของรัฐบาลพม่า หากอนุมัติก็พร้อมจะดำเนินการทันที
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมลงทุนในอินโดนีเซีย เพื่อเดินหน้าผลิตปูนซีเมนต์ เบื้องต้นวางแผนกำลังการผลิต 5,000 ตันต่อเดือน และจะไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนตันต่อปี ใช้เงินลงทุน 200 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งเป้าว่าทั้งสองโครงการจะต้องแล้วเสร็จในปี 2558
“อีก 5 ปีข้างหน้าในอาเซียน ธุรกิจปูนซีเมนต์จะลงทุนมากกว่าธุรกิจเคมิคอล เนื่องจากในอาเซียนยังต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่าง ทำให้ธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเติบโตสูงมาก ปัจจุบันธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างสร้างรายได้ 32% ของกลุ่ม แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตขึ้นอาจจะเพิ่มถึง 40% ส่วนธุรกิจเคมิคอลนั้น สร้างรายได้ 53% แต่อนาคตสัดส่วนจะมาอยู่ที่ 40% เพราะต้องการปรับพอร์ตลงทุนให้สมดุล”
ที่ผ่านมาตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศโต 5% แต่ปีนี้โตมากกว่า 10% และทิศทางการเติบโตของธุรกิจปูนซีเมนต์หลายประเทศในอาเซียนนั้น ก็เติบโตในทางบวกตามประเทศไทยด้วย
กานต์ ได้ระบุถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรในโอกาสครบรอบ 99 ปีว่าและก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 ว่า เอสซีจีจะต้องเป็นองค์กรนวัตกรรมชั้นนำแห่งอาเซียน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากคนซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุด ที่บริษัทให้ความสำคัญแม้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญอย่างปี 2540 ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ผ่านวิกฤตมาได้ โดยไม่มีการปลดพนักงานออก ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 4 หมื่นคน ที่ทำงานทั้งในประเทศและในประเทศอาเซียน
ขณะเดียวกันมีบริษัทต่างประเทศหลายแห่ง โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น สนใจที่จะเข้ามาร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ๆ ร่วมกับบริษัท เนื่องจากมองว่าไทยและอาเซียนมีศักยภาพสูงมาก โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ร่วมทุนกับบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เพื่อดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมโลหะเหล็ก เครื่องจักรกลและไฟฟ้า โดยเกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นำไปสู่การต่อยอดทุกธุรกิจของบริษัท ซึ่งการร่วมทุนกับต่างประเทศสะท้อนถึงการเป็นที่ยอมรับของระดับโลกได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) ตามนโยบายมุ่งสู่องค์กรนวัตกรรม ที่บริษัทมั่นใจว่าเดินมาถูกทางและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสินค้า HVA มีอัตราเติบโตสูงขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบจากปี 2547-2554 ยอดขายรวมเติบโตขึ้น 90% ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม HVA มีสัดส่วนคิดเป็น 34% ของยอดขายรวม และตั้งเป้ายอดขายสินค้าและบริการ HVA ไว้ 50% ภายในปี 2558 โดยในปีนี้บริษัทคาดว่าจะมียอดขายรวมเกิน 4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การจะเป็นผู้นำในตลาดเอเชียนั้นคงจะต้องใช้เวลา เพราะเวลานี้เบอร์ 1 ในตลาดเป็นประเทศจีน ที่ผลิตสินค้าหลายประเภทด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า แม้ว่าเวลานี้กำลังการผลิตสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างจะสูสี และกระเบื้องเซรามิกไทยเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก แต่ก็สร้างแบรนด์สินค้าให้แข็งแกร่งเพื่อบุกตลาดสำคัญอย่างจีน เกาหลี และญี่ปุ่น แต่ในตลาดอาเซียน 10 ประเทศ ยึดผู้นำได้อย่างแน่นอน







