posttoday
ส่องอนาคต...'บ้านปู'เทิรืนอะราวด์ปี2557

ส่องอนาคต...'บ้านปู'เทิรืนอะราวด์ปี2557

26 พฤศจิกายน 2555

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU)

โดย...อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) เพื่อประเมินทิศทางธุรกิจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งการปรับลดค่าใช้จ่ายและเลื่อนแผนลงทุนที่ยังไม่มีความจำเป็นออกไป เพื่อรับมือกับภาวะราคาถ่านหินตกต่ำ การปรับตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมาส่งผลต่ออนาคตของบริษัทอย่างไร หุ้นบ้านปูยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

“ชนินท์” กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจถ่านหินน่าจะซบเซาไปอีกอย่างน้อย 1 ปี ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2557 แต่ในส่วนของบ้านปูยังคงตั้งเป้าปริมาณการผลิตและขายถ่านหินช่วง 3 ปีข้างหน้าเติบโตปีละ 7% จาก 43 ล้านตันในปี 2556 เป็น 52.5 ล้านตันในปี 2558 แต่จากการคาดการณ์ว่าราคาถ่านหินจะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2557 ก็น่าจะทำให้ยอดขายเฉลี่ย 3 ปีข้างหน้าโตขึ้นได้ถึงปีละ 10% โดยตลาดเอเชียยังมีการนำเข้ามาก และตลาดยุโรปเช่นอังกฤษก็เติบโตขึ้น

“รายได้ปีหน้าคาดว่าน่าจะทรงตัวจากปีนี้ แต่กำไรอาจลดลง เพราะราคาถ่านหินยังคงต่ำอยู่ แต่เนื่องจากเราเร่งปรับลดค่าใช้จ่ายต่างๆ รองรับไว้แล้วก็น่าจะทำให้กำไรปีหน้าลดลงไม่มาก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาถ่านหินด้วยว่าจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์หรือไม่ เพราะฉะนั้นการลงทุนในหุ้นบ้านปูคงมองปีเดียวไม่ได้ ต้องมองระยะ 2-3 ปีขึ้นไป”

ส่วนสาเหตุที่มองว่าราคาถ่านหินจะกลับมาฟื้นตัวในกลางปี 2557 เพราะเชื่อว่าปริมาณถ่านหินส่วนเกินที่มีอยู่ 80 ล้านตัน น่าจะถูกดูดซับออกไปหมดแล้ว เนื่องจากความต้องการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นทุกปี โดยคาดว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าความต้องการนำเข้าถ่านหินจะเพิ่มขึ้นปีละ 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ การที่ประเทศญี่ปุ่นปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปถึง 50 แห่ง หากต้องการดึงกำลังผลิตไฟฟ้ากลับมาทั้งหมด โดยเปลี่ยนมาใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน คาดว่าญี่ปุ่นต้องใช้ปริมาณถ่านหินชั้นดีสูงถึงปีละ 200 ล้านตัน ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นราคาถ่านหินในอนาคตได้ และปัจจุบันบ้านปูมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 5% ของลูกค้าญี่ปุ่นที่ต้องการใช้ถ่านหินคุณภาพสูง ก็จะต้องคิดว่าจะเพิ่มเป็น 10% ได้ไหม

ส่องอนาคต...'บ้านปู'เทิรืนอะราวด์ปี2557

 

อย่างไรก็ตาม “ชนินท์” เชื่อว่าราคาถ่านหินได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาถ่านหินลดลงมาที่ 80 เหรียญสหรัฐต่อตัน ถึง 2 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่ราคาปรับลดลงมามีการซื้อถ่านหินออกไปจากตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะจากอินเดียและจีน และผลักดันให้ราคาปรับขึ้นมาที่ 90 เหรียญสหรัฐต่อตัน สะท้อนว่าทุกครั้งที่ราคาถ่านหินลดลงมีผู้ซื้อรอรับอยู่ ทำให้มั่นใจว่าราคาถ่านหินคงไม่ลดต่ำไปกว่านี้ แต่อาจทรงตัวไปจนกว่าถ่านหินส่วนเกินจะถูกดูดซับไปจนหมด

“ชนินท์” กล่าวต่อว่า หลังจากที่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจมา 4-5 เดือน ทำให้มีความพร้อมรับมือภาวะอุตสาหกรรมตกต่ำเป็นอย่างดี โดยเฉพาะต้นทุนผลิตที่ลดลงค่อนข้างมาก เช่น ต้นทุนขั้นต้นของเหมืองที่อินโดนีเซียเดิมอยู่ที่ประมาณ 53-57 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ปัจจุบันสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 9-10 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือลดลงประมาณ 20% แต่หากคิดต้นทุนที่จุดส่งมอบจะลดลงประมาณ 15% ส่วนที่เหมืองออสเตรเลียต้นทุนลดลงประมาณ 5-7% ซึ่งถือว่าเพียงพอและแข่งขันกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้ และมั่นใจว่าตราบใดที่ราคาถ่านหินยืนอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อตันได้ บริษัทก็ยังมีกำไรแน่นอน

“การเร่งปรับลดค่าใช้จ่ายและชะลอการลงทุน ไม่ได้หมายความว่าเรายอมเดินถอยหลัง แต่เป็นการเตรียมตัวให้อยู่ในจุดที่มีสภาพคล่องดี และพร้อมที่จะกลับมาลงทุน หรือซื้อเหมืองใหม่ เมื่อโอกาสมาถึง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งเรามองว่าอุตสาหกรรมถ่านหินจะกลับมาฟื้นตัว ขณะเดียวกันเราต้องการพิสูจน์ด้วยว่าในภาวะที่อุตสาหกรรมตกต่ำที่สุด บริษัทก็ยังสามารถทำกำไรได้และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าทำได้บ้านปูก็น่าจะมีศักยภาพเติบโตต่อไปได้มากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรม แต่อันที่จริงถึงแม้ราคาถ่านหินจะไม่ดิ่งลงมาเลย เราก็พบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถซื้อเหมืองในอินโดนีเซียได้เลย เพราะมีแต่คนอยากจะเข้าไปซื้อ คนขายก็ขายแพง คนนอกที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมก็เข้ามาซื้อ พอซื้อแล้วก็ไม่สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นการที่ราคาถ่านหินปรับตัวลดลงมารอบนี้หากมองในแง่ดีก็เป็นโอกาสของเรา”

นอกจากการปรับกลยุทธ์ธุรกิจในระยะสั้นแล้ว บ้านปูยังจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับโครงสร้างพลังงานของโลกที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว โดยเฉพาะหลังจากที่มีการค้นพบแหล่งก๊าซในชั้นหิน (Shale Gas) จำนวนมหาศาล ซึ่งอาจลดทอนความสำคัญของถ่านหินลงไป

ซึ่ง “ชนินท์” ยอมรับว่า ถึงแม้โดยส่วนตัวจะไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานโลกในช่วง 8-10 ปีข้างหน้า และมั่นใจว่าถ่านหินยังคงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญไปอีกยาวนาน แต่บ้านปูก็จำเป็นต้องคิดถึงการปรับปรุงแผนธุรกิจในระยะยาว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป โดยอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเพิ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นหรือไม่ เพื่อลดความผันผวนของธุรกิจถ่านหิน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าสัดส่วนของธุรกิจไฟฟ้าคงเพิ่มขึ้นได้อีกไม่มาก และทรงตัวอยู่ในระดับ 20-30% ของรายได้รวม เพราะฝ่ายบริหารมองว่าหากเข้าไปลงทุนในธุรกิจไฟฟ้ามากก็จะเป็นการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ แต่ใช้เงินลงทุนสูง ถึงแม้จะมั่นคงกว่าก็ตาม ซึ่งอาจไม่ใช่นโยบายหลักของบริษัท เพราะบ้านปูตัดสินใจแล้วว่าจะเดินไปในแนวทางเดิมที่เน้นการเติบโตเป็นหลัก เนื่องจากมองว่าในโลกนี้มีบริษัทที่ทำธุรกิจถ่านหินเป็นเวลายาวนานไม่มาก บ้านปูมีโอกาสพัฒนาเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดีได้ ทั้งในเรื่องการควบคุมต้นทุน ความมั่นคง และการดำเนินการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ในอนาคตบริษัทอาจจะพัฒนาตัวเองให้เป็นมากกว่าผู้ผลิตและจำหน่ายถ่านหินดิบๆ และหันไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับถ่านหินมากขึ้น เช่น นำไปกลั่นเป็นน้ำมัน กลั่นเป็นก๊าซ ทำเป็นกำมะถัน หรือนำไปทำปุ๋ยยูเรีย แต่ก็ต้องดูว่าตลาดมีความต้องการถ่านหินที่เพิ่มมูลค่าเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน และต้องลงทุนเรื่องเทคโนโลยีอย่างไร

“ชนินท์” ปิดท้ายว่า ราคาหุ้นบ้านปูที่ลดลงมาค่อนข้างเร็วในปีนี้ จากระดับสูงสุดที่ 688 บาท แตะจุดต่ำสุดที่ 350 บาท เหตุผลหลักมาจากภาวะอุตสาหกรรมที่ซบเซา ซึ่งหุ้นถ่านหินทั่วโลกเป็นเหมือนกันหมด ทั้งในสหรัฐ ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย โดยตั้งแต่ต้นปีราคาบ้านปูลดลงมาประมาณ 30-40% ขณะที่หุ้นถ่านหินในอินโดนีเซียลดลงประมาณ 40-50% บางบริษัทราคาหุ้นลดลงเหลือเพียง 10% ยกเว้น ITM บริษัทลูกของบ้านปูที่ราคาลดลงเพียง 23% ส่วนเรื่องคดีความส่งผลต่อหุ้นบ้านปูไม่มาก ซึ่งจากการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ประเมินความเสียหายไว้ที่ 40-45 บาทต่อหุ้นเท่านั้น และกว่าจะตัดสินต้องใช้เวลานาน 8-10 ปี

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร