
อาเซียนเตรียมหารือเร่งลดกีดกันการค้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยแพร่บทความ "การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 21 กับหลายประเด็นที่ต้องติดตาม" ล้วนแต่มีผลกับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยแพร่บทความ "การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 21 กับหลายประเด็นที่ต้องติดตาม" ล้วนแต่มีผลกับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 21 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) ครั้งที่ 7 จะเริ่มเปิดฉากระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน ที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา โดยวาระหลักยังคงเป็นความคืบหน้าการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะการประชุมครั้งก่อนหน้า ยังมีความเป็นห่วงประเด็นมาตรการการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี นอกจากนั้นจะเป็นเรื่องความท้าทายในการบูรณาการภาคบริการของอาเซียน ความร่วมมือด้านภาษีศุลกากร การเงินพลังงาน และภาคเกษตรกรรม รวมทั้งประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน โดยผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนจะรับรองปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในการประชุมครั้งนี้
นอกจากนี้ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบันจะครบวาระการดำรงตำแหน่งสิ้นปีนี้ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศกัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายเลเลืองมินห์ (Le Luong Minh) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนคนใหม่ระหว่างปี 2556-2563 และจะนำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในครั้งนี้เพื่อขอความเห็นชอบ
ในโอกาสนี้ ไทยจะใช้เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเพื่อหารือทวิภาคีกับผู้นำพม่าเกี่ยวกับความคืบหน้าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งจะมีการประกาศแผนความร่วมมือรวม 6 สาขาตามคณะอนุกรรมการที่ได้จัดตั้ง ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง อุตสาหกรรม พลังงาน การพัฒนาชุมชน กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และการเงิน ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นที่สนใจของนานาประเทศทั่วโลก
ASEAN+3 มุ่งเน้นส่งเสริมความร่วมมือเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกในด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม และวัฒนธรรม และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานและกลไกในการติดตามผลต่างๆ โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสานความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น และในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กำลังจะมาถึง คาดว่าจะมีการลงนามรับรองร่างแถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียนบวกสามอีกด้วย
อีกประเด็นหนึ่งที่นานาประเทศต่างจับตามองในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในครั้งนี้ คือ การประกาศเจรจาความตกลงภูมิภาคหุ้นส่วนเศรษฐกิจ หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ที่ต่อยอดจากแนวคิด ASEAN+3 และASEAN+6 เพื่อรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มบทบาทของประเทศฝั่งตะวันออกในเวทีโลก โดยประชากรของทั้ง 16 ประเทศ (อาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและ นิวซีแลนด์) รวมกันมีมากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก หรือกว่า 3,368 ล้านคน และขนาดเศรษฐกิจ (Gross domestic product: GDP) รวมราว 21.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2555
หากผลการประชุมเป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ การเจรจา RCEP จะเริ่มได้ในช่วงต้นปีหน้า และมีการวางกรอบเวลาการเจรจาว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2558 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ประโยชน์ที่คาดว่าไทยจะได้รับจากการเปิดเสรีในกรอบ RCEP คือในแง่ของการเป็นยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทยเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเป็นการขยายโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดของทั้ง 15 ประเทศซึ่งล้วนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย
ผลการประชุมที่คาดว่าจะออกมาในเชิงรูปธรรม ได้แก่ ร่างเอกสารจำนวน 10 ฉบับที่จะเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการรับรองหรือลงนาม ประกอบด้วย ร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการรับรองปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ร่างแถลงการณ์ร่วมผู้นำอาเซียนว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์ทุ่นระเบิดภูมิภาคอาเซียน ร่างแผนปฏิบัติการปฏิญญาบาหลีว่าด้วยประชาคมอาเซียนในประชาคมโลก ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-จีน ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ ร่างแถลงการณ์ร่วมผู้นำอาเซียนบวกสามในโอกาสครบรอบ 15 ปี ของกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสาม ร่างแถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียนบวกสาม ร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 4 ร่างปฏิญญาการประชุมสุดยอดอาเซียนตะวันออก ครั้งที่ 7 ว่าด้วยภาวะการดื้อยาต้านมาลาเรีย และร่างปฏิญญาพนมเปญว่าด้วยข้อริเริ่มการพัฒนาของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก
ความสำเร็จของอาเซียนจากความร่วมมือกันของชาติสมาชิก สะท้อนให้เห็นจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่โดดเด่น โดยอัตราการขยายตัวเฉลี่ยทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอยู่ที่ราวร้อยละ 5-6 ในปี 2555
มูลค่าการค้าระหว่างกันภายในภูมิภาคอาเซียน (Intra-ASEAN Trade) ในปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 581 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 18 โดยหากพิจารณาสัดส่วนของ Intra-ASEAN Trade ต่อการค้ารวมของอาเซียน พบว่า ขนาดของการค้าภายในอาเซียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปีที่ก่อตั้งอาเซียน (ปี 2510) เป็นร้อยละ 19 ในปีที่ได้มีการตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกัน (ปี 2536) และขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2554 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 24







