
โพลติงภาษีนำเข้าส่งออก อุปสรรคสำคัญเปิดเออีซี
ผลวิจัย “ทีดีอาร์ไอ” ระบุผู้ประกอบการกว่า 50% เห็นว่าระบบภาษีอากรนำเข้าและส่งออกยังไม่สะดวกและรวดเร็วเพียงพอที่จะรับมือเออีซี
ผลวิจัย “ทีดีอาร์ไอ” ระบุผู้ประกอบการกว่า 50% เห็นว่าระบบภาษีอากรนำเข้าและส่งออกยังไม่สะดวกและรวดเร็วเพียงพอที่จะรับมือเออีซี
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้วิจัย “ตัวชี้วัดความสำเร็จของประชาคมอาเซียน” โดยสำรวจและเก็บข้อมูลจากบริษัทเอกชน 30 แห่ง ที่ให้ความสนใจในการสร้างตลาดและฐานผลิตร่วมกันในอาเซียน พบว่าภาคเอกชนราว 40-50% แสดงความคิดเห็นว่า ระบบภาษีอากรนำเข้าและส่งออกยังไม่สะดวกและรวดเร็วเพียงพอ ต้องพัฒนากระบวนการนำเข้าสินค้า และจัดการภาษีนำเข้าให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส พัฒนาระบบจัดเก็บภาษีอากรให้รวดเร็วมากขึ้น ประสานงานเพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างองค์กรในการออกสิทธิบัตรต่างๆ และการจัดทำให้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) มีความยืดหยุ่นและง่ายขึ้นต่อการทำธุรกิจ
ผลวิจัยยังระบุว่า การเปิดเสรีภาคบริการต้องไม่มีข้อจำกัดในการจัดตั้งธุรกิจบริการในอาเซียน โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ
งานวิจัยระบุเพิ่มเติมว่า ธุรกิจภาคบริการในแถบประเทศอาเซียนยังถูกควบคุมโดยกฎหมายภายในประเทศเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นเพียงประเทศเดียวที่สามารถบรรลุเป้าหมายของการเปิดเสรีภาคบริการได้
สำหรับประเทศไทยรัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจในการเปิดเสรีภาคบริการ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและเงินทุน นอกจากนี้ รัฐยังต้องพิจารณากฎหมายและข้อจำกัดภายในประเทศ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรีภาคบริการอีกด้วย
จากการสำรวจภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่า ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะพิธีศุลกากรเพื่อนำสินค้าเข้า
“สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือแต่งตั้งกรมศุลกากรให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบาย National Single Window เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณ นอกจากนี้องค์กรดังกล่าวจะสามารถนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง” ผลวิจัยของทีดีอาร์ไอ ระบุ







