posttoday
เอาชนะเงินเฟ้อด้วยการจัดพอร์ต

เอาชนะเงินเฟ้อด้วยการจัดพอร์ต

14 พฤศจิกายน 2555

"เก็บก่อนใช้" เป็นคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยขึ้น และยังเป็นวิธีจัดการเงินที่ช่วยให้หลายคนมีเงินเก็บได้อย่างที่ตั้งใจ แต่แค่นี้ยังไม่พอเพราะเสียงสะท้อนที่ตามมาก็คือ ออมเงินมาตั้งนาน แต่ไม่เห็นเงินทองจะงอกเงยเป็นก้อนโตให้ชื่นใจ

"เก็บก่อนใช้" เป็นคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยขึ้น และยังเป็นวิธีจัดการเงินที่ช่วยให้หลายคนมีเงินเก็บได้อย่างที่ตั้งใจ แต่แค่นี้ยังไม่พอเพราะเสียงสะท้อนที่ตามมาก็คือ ออมเงินมาตั้งนาน แต่ไม่เห็นเงินทองจะงอกเงยเป็นก้อนโตให้ชื่นใจ

ใช่ค่ะ การเก็บออมเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่จะทำอย่างไรให้เงินออม สามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ ยิ่งเงินเฟ้อเพิ่มมากเท่าไรอำนาจซื้อยิ่งน้อยลง โดยเฉพาะค่าอาหารที่แพงขึ้นปีละกว่า 4 8% แต่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำกลับยังไม่ถึง 4% หากยังไม่เปลี่ยนรูปแบบการออม หวังแต่ฝากเงินกินดอกเบี้ยต่อไปก็อาจกลายเป็น “ยิ่งออมก็ยิ่งจน”

เมื่อยิ่งออมก็ยิ่งจน เราจึงต้องหาวิธีเร่งเงินออมให้โตทันเงินเฟ้อ ด้วยการ “จัดพอร์ตลงทุน หรือ Asset Allocation” เพราะหากทุ่มเงินทั้งหมดไปในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว ด้วยความเชื่อมั่นแบบสุดๆ ก็อาจเจอปัญหาแบบเสี่ยงสุดๆ เงินลงทุนหายหมด หรือกลัวสุดๆ จนเงินต้นอยู่ครบแต่ดอกผลแทบไม่เห็น

Asset Allocation คือ การจัดสรรเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนให้เป็นไปตามที่คาดหวัง ผ่านการลงทุนในทรัพย์สิน 3 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรก สินทรัพย์เพื่อถือระยะสั้น ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์ หรือสินทรัพย์คล้ายเงินฝาก เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน กลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่ำ คิดจะถอนใช้เมื่อไรก็สะดวก แต่ก็ไม่ได้ดอกเบี้ยเป็นกอบเป็นกำ จึงมีไว้สำหรับใช้จ่ายประจำวันและกรณีฉุกเฉิน

กลุ่มที่ 2 สินทรัพย์เพื่อกระแสรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ กลุ่มนี้มีความเสี่ยงปานกลาง ราคาไม่แกว่งตัวมากนัก

กลุ่มที่ 3 สินทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น แม้จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง จากราคาหุ้นที่แกว่งขึ้นลง แต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนได้ในระยะยาว จึงเหมาะสำหรับการลงทุนด้วยเงินเย็นที่ไม่มีภาระต้องใช้จ่าย

สินทรัพย์ทั้ง 3 กลุ่มนี้มีความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน การจัดเงินไปลงทุนให้ครบทั้ง 3 กลุ่ม ในสัดส่วนเท่าไรขึ้นกับแต่ละบุคคล เช่น คนเพิ่งเริ่มต้นทำงาน อายุยังไม่มาก เงินออมส่วนใหญ่ควรลงทุนใน “สินทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน” เพราะมีเวลารอให้หุ้นที่ลงทุนเติบโตได้ แลกกับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ควรเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เผื่อสภาพคล่องในยามฉุกเฉินและกระจายความเสี่ยงลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ด้วย ก็จะช่วยให้เงินเติบโตได้อย่างมั่นคงขึ้น

ส่วนคนทำงานในวัยที่กำลังสร้างครอบครัว มีภาระค่าใช้จ่ายมาก ก็ไม่ใช่จะลงทุนแต่สินทรัพย์เพื่อถือระยะสั้น เพราะค่าใช้จ่ายจะโตเร็วกว่ารายได้ จึงลงทุนส่วนใหญ่ใน “สินทรัพย์เพื่อกระแสรายได้” จะได้มีรายได้สม่ำเสมอ และต้องแบ่งเงินอีกครึ่งหนึ่งมาลงทุนในสินทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่า เลือกหาหุ้นของธุรกิจที่เรารู้จักดีมีโอกาสเติบโต จะได้มีรายได้จากเงินปันผล และโอกาสจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ช่วยให้เงินออมเติบโตทันเงินเฟ้อ ตอนเกษียณจะได้มีเงินพอใช้ได้อย่างสบาย

ส่วนคนใกล้วัยเกษียณอายุ 60 ก็ควรเน้นลงทุนใน “สินทรัพย์เพื่อถือระยะสั้น” เพราะหากเจ็บป่วย จะได้มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ควรแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนในหุ้นและพันธบัตรด้วย เงินที่เก็บไว้จะได้เติบโตและเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ

ระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ก็เป็นอีกตัวที่กำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมในจัดพอร์ตการลงทุน ลองเข้าไปทำแบบประเมินที่ www.starttoinvest.com และเมื่อได้ไอเดียจัดพอร์ตลงทุนแล้ว ก็ควรเริ่มลงทุนเพราะเวลาไม่รอใคร แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า สถานการณ์ตัวเราและสถานการณ์ตลาดเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรทบทวนและปรับปรุงแผนการลงทุนอย่างน้อยปีละครั้ง

เส้นทางสายการลงทุนนี้อาจยาวไกล แต่เส้นชัยล้วนเป็นไปได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีสไตล์การลงทุนเป็นแบบไหน การมีพอร์ตลงทุนที่มีสินทรัพย์ทั้ง 3 กลุ่ม เป็นเรื่องจำเป็น แล้วการเก็บออมและลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อจะไม่ไช่เรื่องไกลเกินจริง

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร