
ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไรในยุค QE ตอนที่6 (จบ)
กล่าวโดยสรุปจากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วกล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิด “ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไร”
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
กล่าวโดยสรุปจากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วกล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิด “ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไร” คือ “นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ” ของธนาคารกลางประเทศสำคัญๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ผลคือเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนไปเสี่ยงกับสินทรัพย์เก็งกำไร โดยธนาคารกลางจะทำหน้าที่ช่วยนักลงทุนเหล่านี้ กล่าวคือ ถ้านักลงทุนไปเสี่ยงแล้วขาดทุน ธนาคารกลางจะช่วยด้วยการที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินและดำเนินการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน เช่นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ตราสารหนี้สินเชื่อจำนองบ้านที่แปลงเป็นหลักทรัพย์ (Mortgage Backed Security : MBS) จากนักลงทุนเอกชน ผลคือระดับราคาแทนที่จะลดลงตามคุณภาพของตราสาร หรือลดลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ กลับกลายเป็นราคาทะยานขึ้นไปต่อสวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ ผลคือนักลงทุนลิงโลดในการเก็งกำไรและพร้อมจะเข้าซื้อตราสารทางการเงิน ถ้าระดับราคาลดลงมากพอ เพราะเชื่อว่าถ้าตนเองเก็งกำไรพลาด ธนาคารกลางจะมาโอบอุ้มให้
เมื่อนักลงทุนส่วนมากเชื่อและคาดกันเช่นนี้ ผลคือนักลงทุนจะเข้าไปเก็งกำไรกันมากขึ้น จนขณะนี้ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นอยู่ในฟองสบู่กันทั้งโลก แม้ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั่วโลกมิได้แข็งแกร่งเท่ากับการทะยานขึ้นของราคาสินทรัพย์ทางการเงิน
ครั้นเมื่อประธานาธิบดี โอบามา ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาดำรงประธานาธิบดีสหรัฐ ต่ออีกสมัยจากผลการเลือกตั้งเมื่อ 6 พ.ย. 2555 ที่ผ่านมา แต่สภาผู้แทนราษฎรนั้นเสียงข้างมากเป็นของพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นคนละพรรคกับประธานาธิบดีโอบามา และพรรครีพับลิกันมีจุดยืนทางนโยบายการคลังและนโยบายภาษีที่แตกต่างจากพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโอบามาเป็นอย่างมาก ถ้านักการเมืองทั้ง 2 พรรค ไม่เร่งทำความตกลงในความแตกต่างเรื่องจุดยืนนโยบายการคลังและนโยบายภาษี ผลคือจะเกิดความเสี่ยงที่จะมีการปรับลดค่าใช้จ่ายทางการคลังและขึ้นภาษีโดยอัตโนมัติ ซึ่งความเสี่ยงนี้เรียกกันลำลองว่า “หน้าผาทางการคลัง” หรือ Fiscal Cliff
ซึ่งเมื่อนักการเมืองสหรัฐยังไม่มี่ทีท่าจะตกลงกันได้ ผลคือการขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงและล็อกกำไรที่แน่นอนไว้กับตนเอง (Lock in Profit) จึงเกิดขึ้น แต่อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า ถ้าราคาหลักทรัพย์ปรับลดลงจะมีนักลงทุนรีบเข้าไปซื้อเพราะนักลงทุนถูกทำให้เชื่อว่า ถ้าตนเองเก็งพลาด ธนาคารกลางจะมาอุ้มช่วยเหลือให้ด้วยการพิมพ์เงิน ในขณะที่นักลงทุนอีกพวกอาจจะตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาหาผลตอบแทนในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีพื้นทางเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง ซึ่งไทยเองเป็นประเทศที่มีคุณลักษณะเช่นนี้
ความกังวลใน Fiscal Cliff จะเกิดแรงผลักให้เงินทุนอาจจะเคลื่อนย้ายมาเอเชียมากขึ้น และสร้างภาวะราคาฟองสบู่ในสินทรัพย์หลายประเภท อาทิ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร ซึ่งเมื่อการทะยานขึ้นของราคาดำรงต่อเนื่องยาวนานจนนักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่า ราคาจะทะยานขึ้นไปเช่นนี้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ผลคือนักลงทุนจะนำเงินออมและกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์/สินทรัพย์อื่นๆ นำกลับมาเก็งกำไรซ้ำด้วย ผลคือวงจรป้อนกลับ (feedback loop) จะทำงานและผลักดันให้ราคาขึ้นต่อจนนักลงทุนก่อหนี้เพื่อลงทุนหรืออันที่จริงคือ “ก่อหนี้เพื่อเก็งกำไร” เพราะในสภาวะฟองสบู่ นักลงทุนจะไม่สนใจพื้นฐานของเศรษฐกิจ ธุรกิจ ตลอดจนบริษัทของหลักทรัพย์ที่ตนเองซื้อและถือครอง
ขณะนี้ในร้านหนังสือทุกแห่ง อันดับหนังสือขายดีจำนวนมากเป็นหนังสือหุ้นและการเงิน ผู้เขียนจำนวนมากประกาศตนว่าเป็น “เทพแห่งการลงทุน” เพราะตนเองทำกำไรในตลาดหุ้นต่อเนื่องกันมาตลอด ผู้เขียนบางท่านกล้าประกาศว่าตนเองสามารถทำกำไรได้ภายในไม่กี่สิบวัน อย่างไรก็ตาม กฎแห่งการลงทุนอย่างหนึ่งที่นักลงทุนต้องรู้คือไม่มีใครฝืนแนวโน้มได้ แม้ว่าผู้ที่ดึงดันฝืนจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐก็ตาม
มองไปข้างหน้าแล้ว วัฏจักรของการเก็งกำไรในไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะสถาบันการเงินในไทยมีทุนเข้มแข็ง สภาพคล่องที่ล้นทั่วโลกและจ้องจะมาแสวงหาผลตอบแทนในไทย และหนี้สาธารณะที่ต่ำของไทย ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่ในปีหน้าดัชนีหุ้นไทยอาจไปได้ไกลถึง 1,450 จุด และจะดึงนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมากให้ตบเท้าเข้ามาลงทุนในหุ้นและพฤติกรรมจะลงทุนโดยเน้นการเก็งกำไรมากขึ้น ในขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์จะเฟื่องฟูเช่นกัน
ฟองสบู่ลูกใหม่ของไทยนี้อาจจะขยายต่อเนื่องไปหลายปี แต่ปัจจัยที่กำหนดอายุฟองสบู่ขึ้นอยู่กับ “เศรษฐกิจและเสถียรภาพการเมืองจีน” “ภาวะหนี้เสียของสถาบันการเงินไทย” เป็นสำคัญ ในขณะที่การกลับมาพลิกฟื้นและถอนสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐ (Exit Strategy) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่า 7% ในปีราวๆ 2559 และการกลับมาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในกลางปี 2558 ไม่น่าจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อฟองสบู่ไทย







