
ปล่อยกู้บ้านต่ำล้าน0%ซัพพลายขาด เข็นตลาดไม่ขึ้น
หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาดำเนินการโครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรกออกไปอีก 6 เดือน
หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาดำเนินการโครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรกออกไปอีก 6 เดือน
จากเดิมสิ้นสุดการยื่นคำขอกู้ในวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นสิ้นสุดยื่นคำขอกู้วันที่ 28 มี.ค. 2556 และต้องทำนิติกรรมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ให้เสร็จสิ้นวันที่ 28 มิ.ย. 2556 จากเดิมต้องทำนิติกรรมกับ ธอส. ให้เสร็จสิ้นเดือน ธ.ค. 2555
โครงการดังกล่าวเป็นการปล่อยกู้ให้ซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี โดย ธอส. ตั้งวงเงินไว้ 2 หมื่นล้านบาท แต่ผลดำเนินการ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2555 มีการอนุมัติเงินกู้ทั้งสิ้น 8,701 ราย วงเงิน 5,348 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 26.74% ของวงเงินรวม
แม้ทางรัฐบาล และกระทรวงการคลังจะออกมายืนยันว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ล้มเหลว การที่ปล่อยกู้ได้แค่ 1 ใน 4 ของวงเงินกู้รวม เป็นเพราะปัญหาน้ำท่วมในปลายปีที่ผ่านมาทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว คนที่ซื้อไว้ไม่สามารถโอนได้ทันกำหนดจึงต้องขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือน ซึ่งจะทำให้การปล่อยสินเชื่อใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะยังมีคนรอกู้เงินอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การปล่อยสินเชื่อบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทนั้น หากดูข้อเท็จจริงในตลาดจะพบว่า แม้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะยังมีความต้องการบ้านอีกมาก แต่สินค้าในตลาดมีอยู่เพียงน้อยนิด ซึ่ง ธอส. รายงานว่า ยังมีบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท คงเหลืออยู่ในตลาดมูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท หรือไม่เกิน 1 หมื่นหน่วย
ขณะที่ภาคเอกชนมองว่า การต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปเป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางบางกลุ่ม แต่ในแง่ธุรกิจแล้วไม่กระตุ้นภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยระดับ 1 ล้านบาท ไม่ค่อยมีในตลาด
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์ อย่าง รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะใช้ไม่ได้ใน กทม. เพราะที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มีราคาสูงเกิน 1 ล้านบาทไปหมดแล้ว แต่จะช่วยคนซื้อบ้านในต่างจังหวัดที่ยังมีสินค้าราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทขายอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในต่างจังหวัดมากกว่า กทม.
ทั้งนี้ มาตรการปล่อยกู้บ้านหลังแรกไม่เกิน 1 ล้านบาท จะช่วยให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น เพราะจะช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี รวมๆ แล้วราวๆ 2 แสนบาท ซึ่งถือว่าจูงใจคนที่ต้องการซื้อบ้านได้ดี
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า บ้านราคา 1 ล้านบาท ใน กทม. ปัจจุบันหาได้ยากมาก ด้วยต้นทุนที่ดิน ค่าก่อสร้าง ค่าแรงงานที่ปรับขึ้น ทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 1 ล้านบาท เป็นไปได้ยากขึ้น
บริษัท พฤกษา เอง ปัจจุบันมีที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท อยู่น้อยมากเช่นกัน โดยใน 1 ปีที่ผ่านมา มียอดอนุมัติเงินกู้โครงการบ้านหลังแรก ซึ่งเป็นบ้านของบริษัทไปเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลขยายเกณฑ์ราคาที่อยู่อาศัยขึ้นไปเป็น 1.5-2 ล้านบาท มั่นใจว่าจะกระตุ้นตลาดได้ดีขึ้น
ด้าน เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวล ลอปเม้นท์ กล่าวว่า การขยายระยะเวลาของโครงการบ้านหลังแรกมีทั้งข้อดีแล้วก็ข้อเสีย โดยข้อดีคือ ที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จไม่ทันสิ้นปี ยังมีเวลาในการเร่งให้ทันก่อนมี.ค.ปีหน้า ส่วนข้อเสียคือ จะทำให้ผู้บริโภคที่ต้องเร่งโอนภายในสิ้นปีอาจจะชะลอการเร่งโอนไปบางส่วน ซึ่งหากมองภาพรวมต้องยอมรับว่าอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อทั้งตลาดบ้าน แต่ถือว่าดีกว่าไม่มีอะไรกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคเลย โดยปัจจุบัน เสนาฯ มีคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ เดอะ คิทท์ 5-6 อาคาร ซึ่งก่อนหน้านี้กังวลว่าจะโอนไม่ทันเมื่อยืดเวลามาตรการออกไปก็ช่วยได้ดีขึ้น
การต่ออายุมาตรการดังกล่าวอีก 6 เดือน จะสามารถดันยอดเงินกู้ให้เตะ 2 หมื่นล้านบาท คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อดีมานด์และซัพพลายไม่สอดรับกัน ปั้นอย่างไรก็คงขึ้นยาก







