posttoday
เปิดเวทีสาธารณะปูทางเอฟทีเอไทยอียู

เปิดเวทีสาธารณะปูทางเอฟทีเอไทยอียู

25 มีนาคม 2553

 

โพสต์ทูเดย์ — “พาณิชย์” เตรียมจัดเวทีสาธารณะ ปูทางเปิดเจรจาเอฟทีเอไทยอียู ลุ้นสภาไฟเขียว

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯ กำลังเตรียมความพร้อมเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป (อียู) ตามมาตรา 190 กฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยในวันที่ 29 มี.ค.นี้ จะจัดเวทีสาธารณะคิดอย่างไรกับการเปิดเสรีการค้าไทยอียู เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นผลประโยชน์และผลกระทบ

หลังจากเสร็จสิ้นการประชาพิจารณ์จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และขั้นตอนสุดท้ายเสนอเข้าสู่ขั้นตอนให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบต่อไป

ผู้ที่เชิญเข้ามามีส่วนร่วม มีไม่น้อยกว่า 500 คน กรมฯ จะเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั่วประเทศทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร ผู้ประกอบการนักวิชาการ และเอ็นจีโอ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดท่าทีเจรจาเอฟทีเอไทยอียู ไม่น้อยกว่า 500 คน จะระดมความคิดเห็นใน 3 ประเด็น คือ 1.การเปิด ตลาดสินค้าเกษตร และอุตสาห กรรม 2.การเปิดตลาดการค้าบริการ และการลงทุน 3.ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และสิ่งแวดล้อม จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นในต่างจังหวัดด้วย คือที่ จ.ระยอง วันที่ 20 เม.ย. และ จ.มหาสารคาม วันที่ 27 เม.ย.นี้

++ที่ผ่านมาครม.ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทยอียู โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เป็นคณะกรรมการ โดยมีที่ปรึกษาการพาณิชย์เป็นประธาน ทั้งนี้คณะกรรมการฯ มีหน้าที่หลักในการรวบรวมข้อมูลความเห็นทั้งในด้านประโยชน์ที่จะได้รับ และข้อกังวลต่างๆ รวมถึงมาตรการรองรับ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทยอียู โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว

อยงทางด้านของกรมฯ ได้ศึกษาผลประโยชน์ ผลกระทบแนวทางเยียวยากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบควบคู่ไปด้วย โดยการศึกษามีกำหนดเสร็จสมบูรณ์เดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งอียูเป็นภูมิภาคที่สำคัญ และมีบทบาทอย่างมากในประชาคมโลก ปัจจุบันมีสมาชิก 27 ประเทศ และเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของไทยรองจากอาเซียน และญี่ปุ่น และยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย รองจากอาเซียน ปีที่ผ่านมาการค้ารวมของไทยกับอียูสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10.59% ของการค้ารวมของไทย เป็นมูลค่าการส่งออกถึง 6 แสนล้านบาท

++นอกจากนี้ อียูยังเป็นผู้ลงทุนอันดับ 3 ของไทยรองจากญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่ผ่านมา อาเซียนและสหภาพยุโรป ได้มีการเจรจาเอฟทีเอระหว่างกัน แต่ก็ได้พักการเจรจาเอฟทีเอในกรอบอาเซียนอียู ไปเมื่อต้นปี 2552 แต่อียูยังคงให้ความสำคัญกับอาเซียน และหาทางออกโดยเสนอการเจรจาเอฟทีเอแบบสองฝ่ายกับประเทศอาเซียนบางประเทศที่มีความพร้อมเจรจา 3 ประเทศ ได้แก่ สิงค์โปร์ เวียดนาม รวมทั้งไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าไทยกับพม่า (เจทีซี) วันที่ 25 เม.ย.นี้ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่ไทยและพม่าว่างเว้นประชุมหารือร่วมกันสองฝ่ายมานานกว่า 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2547

สำหรับการประชุมครั้งนี้เพื่อฟื้นกลไกเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐ ควบคู่กับการรื้อฟื้นกลไกในระดับสภาธุรกิจ (บีทูบี) โดยมีนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธาน

ประเด็นหลักในการหารือ จะมีการทบทวนสถานการณ์การค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้า ขยายเส้นทางคมนาคม ความร่วมมือด้านพลังงานและท่องเที่ยว เป็นต้นเช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า การค้าแบบหักบัญชี การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่พม่าในกรอบอาเซียน การจัดงานแสดงสินค้าความร่วมมือด้านเกษตรแบบมีสัญญาและการค้าชายแดน (การเปิดด่านถาวร) ประโยชน์จากการใช้เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ คือ เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือใต้ แนวตะวันออกตะวันตก การเปิดใช้เส้นทางเมียวดีเมาะลำไย เส้นทางการค้าใหม่สายกาญจนบุรีทวาย และเส้นทางการค้าใหม่แม่ฮ่องสอนทันเว การเปิดเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรีพม่า

พร้อมกันนี้ ต้องการขยายความสัมพันธ์เศรษฐกิจด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โดยการพัฒนาวางท่อก๊าซขึ้นไปทางเหนือของไทย การขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ๆ ตลอดจนขยายการลงทุนและความร่วมมือด้านประมงของไทย ความร่วมมือเหมืองแร่ อัญมณี และการท่องเที่ยว ++สำหรับการค้าระหว่างไทยและพม่าปี 2552 ที่ผ่านมา พม่าเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในกลุ่มอาเซียน รองจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของพม่า มีมูลค่าการค้ารวม 1.5 แสนล้านบาท หรือ 1.5% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย แบ่งเป็นไทยส่งออก 5.4 หมื่นล้านบาท นำเข้า 9.6 หมื่นล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าพม่า 4.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาสินค้าประเภทเชื้อเพลิงและวัตถุดิบจากพม่า เพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่