posttoday
ยุทธศาสตร์ภาษีไทยเพื่อการเข้าสู่ AEC

ยุทธศาสตร์ภาษีไทยเพื่อการเข้าสู่ AEC

05 พฤศจิกายน 2555

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โพสต์ทูเดย์ได้พาดหัวข่าวว่า ท่าน รมว.คลัง กิตติรัตน์ ได้สั่งการให้กรมสรรพากรศึกษาความเป็นไปได้ของการเพิ่มการหักค่าลดหย่อนของคู่สมรสจาก 3 เป็น 6 หมื่นบาท และเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรจาก 1.5 เป็น 3 หมื่นบาท และทางกรมสรรพากรได้เสนอให้มีการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาให้ถี่เพิ่มมากขึ้นจาก 10/20/30/37 เป็น 5/10/15/20/25/30/35 เปอร์เซ็นต์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โพสต์ทูเดย์ได้พาดหัวข่าวว่า ท่าน รมว.คลัง กิตติรัตน์ ได้สั่งการให้กรมสรรพากรศึกษาความเป็นไปได้ของการเพิ่มการหักค่าลดหย่อนของคู่สมรสจาก 3 เป็น 6 หมื่นบาท และเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรจาก 1.5 เป็น 3 หมื่นบาท และทางกรมสรรพากรได้เสนอให้มีการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาให้ถี่เพิ่มมากขึ้นจาก 10/20/30/37 เป็น 5/10/15/20/25/30/35 เปอร์เซ็นต์

อ่านเผินๆ ก็เป็นข่าวที่เราได้อ่านกันเป็นระยะจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เรื่องการลดภาษี อย่าลืมนะครับว่านั่นเป็นอดีตไทยเราสามารถกำหนดอัตราภาษีได้ค่อนข้างจะมีอิสระ ไม่มีแรงกดดันด้านการแข่งขันจากประเทศข้างเคียงเท่าใดนัก แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เรากำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่ถึง 800 วันข้างหน้า (ขอนับเป็นวันเพื่อจะได้กระตุ้นคนที่มัวแต่คิดว่าอีกตั้ง 2 ปีกว่าให้กระฉับกระเฉงได้แล้ว) คำถามสำคัญเกี่ยวกับภาษี คือ ยุทธศาสตร์จัดเก็บภาษีของไทยเป็นอย่างไร? และยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยใน AEC ได้อย่างไร?

“ยุทธศาสตร์ที่ดี” ควรประกอบไปด้วยสามส่วนที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้วคือ หนึ่ง ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำ สอง ต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งเป็น และสาม ต้องมีนโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ (Guiding Policies) ที่เมื่ออ่านแล้วรู้ว่าใครต้องทำอะไรอย่างไรและนโยบายเหล่านั้นมันจะส่งผลเสริมกันอย่างไร

จะทำยุทธศาสตร์ที่ดีได้ ต้องเริ่มต้นวิเคราะห์สถานการณ์ให้แม่นก่อน เมื่อเข้าสู่ AEC ความเนื้อหอมของภูมิภาคนี้จะมากขึ้น ทั่วโลกจะสนใจมาลงทุนมาค้าขายมากขึ้น ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปยังไม่เห็นทางออกในเวลาอันใกล้ เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังตกต่ำต่อเนื่อง เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้น เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลง หลายๆ ปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งทำให้ AEC มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

แต่ “โอกาส” นั้นจะมาพร้อมๆ กับ “การแข่งขัน” ที่มากขึ้นด้วย ซึ่งไทยเราจะสามารถแข่งขันกับเขาได้ก็ต่อเมื่อเรามีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คนของเรามีความพร้อมและมีศักยภาพ มีการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ มีความโปร่งใส ในมุมของภาษีเราจะแข่งขันได้ก็ต่อเมื่ออัตราภาษีของเราจะต้องใกล้เคียงหรือต่ำกว่า มีความสะดวกและมีความเป็นธรรมในการเสียภาษี

เรามาลองวิเคราะห์แบบเร็วๆ ด้านภาษีและงบประมาณดู ภายใต้การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายประจำของรัฐบาลที่ขยายตัวสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของจัดเก็บภาษีถึงสองเท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้การจัดทำงบประมาณยากอยู่แล้ว งบลงทุนของประเทศก็น้อยมากอยู่แล้ว นี่เรายังต้องเจอแรงกดดันด้านการแข่งขันให้ลดอัตราภาษีลงอีก ในขณะเดียวกันก็ยังต้องลงทุนอีกอย่างน้อยๆ 5.5 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ดีทัดเทียมเพื่อนบ้าน การจัดทำงบประมาณในอนาคตจะยากลำบากขนาดไหน

ถ้าวิเคราะห์ต่ออีกว่าหากอัตราภาษีเรายังสูงกว่าคู่แข่ง นอกจากบริษัทต่างชาติจะไม่มาใช้เราเป็นศูนย์กลาง AEC ในการลงทุนและค้าขายแล้ว บริษัทไทยและคนไทยนี่แหละที่จะหนีออกไปจดทะเบียนตั้งบริษัทและไปเสียภาษีในอัตราที่ต่ำทั้งของธุรกิจและภาษีส่วนบุคคลที่ประเทศอื่น นอกจากธุรกิจการค้าการลงทุนใหม่ๆ จะไม่เกิด ภาษีใหม่ไม่ได้ ภาษีที่เคยเก็บได้ยังจะมาหายไปอีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้นะครับถ้าเราไม่ “คิดแบบมียุทธศาสตร์” กันเสียที คนจีนเขาพูดกันว่า “ในวิกฤตมีโอกาส” แต่เราอาจต้องพูดกลับกันคือ “ในโอกาสมีวิกฤต”

ส่วนตัวผมวิเคราะห์ว่าไทยเรายังมีความพร้อมน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะสิงคโปร์ ที่ใครต่อใครหลายคนท่องว่าทำเลที่ตั้งประเทศของเราเป็นทำเลยุทธศาสตร์ เราได้เปรียบ เราสามารถเป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้ ก็จริงอยู่ แต่อย่าลืมนะครับว่าไทยไม่ได้เพิ่งย้ายมาตั้งประเทศตรงนี้ เราอยู่กันตรงนี้มาหลายร้อยปี และเราก็ได้เปรียบเรื่องทำเลมาตั้งหลายร้อยปีแล้วไม่ใช่หรือครับ ทำไมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราไม่สามารถยกระดับตัวเองให้เป็นศูนย์กลางอาเซียนได้ แล้วจากนี้ไปอีกไม่ถึง 800 วัน ภายใต้การเตรียมตัวแบบไม่มียุทธศาสตร์ ทำไมเราถึงจะกลายเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้ล่ะครับ?

ที่สำคัญ อย่าคิดว่าการมีถนนหนทางและรางรถไฟพาดผ่านเมืองไทย ให้ต่างชาติขนสินค้าและวัตถุดิบผ่านไปผ่านมาจะช่วยยกระดับประเทศเราเป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้ “จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ” ครับ

ตอนนี้เราลองมาทำยุทธศาสตร์ส่วนที่สองคือการทำ SWOT โดยผมจะทำแต่เรื่องภาษีเพื่อนำไปสู่ยุทธศาสตร์ภาษีนะครับ เริ่มที่ จุดแข็ง (S) และจุดอ่อน (W) ซึ่งต้องมองจากภายในออกไปภายนอก คือต้องมองจากกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังออกมา

“จุดแข็ง” คือ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของเราต่ำสุดในอาเซียนและเกือบจะต่ำที่สุดในโลกเลย ระบบคอมพิวเตอร์ของสรรพากรมีความสมบูรณ์ค่อนข้างมากและสามารถช่วยการจัดเก็บได้มาก กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีให้อำนาจแก่กรมสรรพากรแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครจะสามารถมาสู้คดีหรือฟ้องร้องสรรพากรได้ง่ายๆ การจัดเก็บภาษีของสรรพากรจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าแทบทุกปี(กรุณาคิดว่าตั้งเป้าไว้สูงแล้วแต่ฝีมือจัดเก็บดีเลยเก็บได้เกินเป้า ห้ามแอบคิดว่าเขาตั้งเป้าต่ำๆ เพื่อให้จัดเก็บได้เกินนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นเราต้องจัดประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนไม่ใช่จุดแข็ง หึหึหึ) ส่วน “จุดอ่อน” คืออัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเรามีอัตราสูงกว่าหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีของไทยยังต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน จำนวนคนที่เสียภาษีบุคคลธรรมดามีเพียง 9 ล้านคนเศษจากกำลังแรงงานเกือบ 40 ล้านคน ระบบหักค่าลดหย่อนมีมากเกินไปและส่วนใหญ่เอื้อประโยชน์ต่อคนรวยมากกว่าคนจน จำนวนบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคลก็มีประมาณครึ่งเดียวของจำนวนบริษัททั้งหมด ความยากของระบบภาษีของเราก็มีความยากติดอันดับโลก

สัปดาห์หน้ามาทำยุทธศาสตร์ภาษีต่อ หากท่าน รมว.คลัง มียุทธศาสตร์ภาษีแล้ว ผมต้องขออภัยที่ “บังอาจ” สอนหนังสือ รมว.คลัง แต่ถ้าท่านยังไม่มี วันจันทร์หน้าอย่าลืมอุดหนุน โพสต์ทูเดย์ นะครับ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่