
คนรวยในต่างประเทศเขาเอาเงินไปไว้ที่ไหน ให้ปลอดภัยจากมรสุมเศรษฐกิจ(2)
เรื่องที่เศรษฐีตัวจริงเขาสะสมเงินที่ล้นเหลือไปไว้ที่ไหนกันบ้างนั้น ต้องบอกว่ามีหลายอย่างเลย นอกจากทองคำแล้ว
โดย...วรวรรณ ธาราภูมิ
เรื่องที่เศรษฐีตัวจริงเขาสะสมเงินที่ล้นเหลือไปไว้ที่ไหนกันบ้างนั้น ต้องบอกว่ามีหลายอย่างเลย นอกจากทองคำแล้ว เศรษฐียังสะสมงานศิลปะ วิสกี้ ไวน์ เหรียญโบราณในสกุลเงินประหลาดๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จักกัน และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งเป็น NonFinancial Assets
ตัวอย่างการลงทุนของเศรษฐี
1.ที่ดินการเกษตร เป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและทรงคุณค่า เพราะมีปริมาณจำกัด ในขณะที่มีคนต้องการเพิ่มขึ้นเสมอ
Tom Eisenhauer ผู้เป็น President ของ Bonnefield Financial ชี้ว่า ราคาที่ดินการเกษตรสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้ดีกว่าทองคำ ในขณะที่ Simon Black บอกว่า ที่ดินการเกษตรเป็นการลงทุนที่ดีในการต้านทานเงินเฟ้อเพราะความต้องการอาหารมีแต่จะเพิ่มขึ้น และ John Taylor หัวหน้าฝ่าย Farm and Ranch ของ U.S. Trust ยืนยันว่า มีมุมมองว่าที่ดินการเกษตรจะเป็นตลาดกระทิง เพราะขนาดไม่มีข่าวดีเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แถมมีแต่ข่าวร้ายๆ ราคาก็ยังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตด้วย
นอกจากนี้ กูรูการเงินชั้นเซียนอย่าง จิม โรเจอร์ส มาร์ก ฟาเบอร์ บาร์ตัน บิก ก็ลงทุนในที่ดินการเกษตรกันไม่น้อย
2.ไม้ เป็น Soft Commodity ชนิดหนึ่ง และการลงทุนในไม้ก็มีประวัติศาสตร์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน
Larry D. Spears บันทึกไว้ว่า การลงทุนในไม้ที่สหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 22% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1973 ถึง 1981 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเดียวกันเป็น 9.2%
ส่วน R. Dennis Moon กรรมการผู้จัดการ ของกลุ่มบริหารสินทรัพย์พิเศษของ U.S. Trust เล่าว่า แม้ตลาดบ้านในสหรัฐจะฟุบมาหลายปี แต่เขามีลูกค้ารายหนึ่งใน Long Island ที่ลงทุน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ในพื้นที่ที่มีไม้ใหญ่
อย่างบ้านเราก็น่าคิด ถ้าเป็นพื้นที่ว่างเปล่าในต่างจังหวัดไกลๆ ที่ปลูกสักทองได้ ก็น่าปลูกไว้ เพื่อให้ลูกเก็บกินในอีกสัก 3040 ปีข้างหน้า แต่ก่อนตัดต้องไปขออนุญาตจากรัฐก่อน บางคนบอกว่าการลงทุนในไม้ ก็คล้ายๆ กับฝากออมสินไว้ให้ลูกนั่นแหละ
3.ปืน การสะสมปืนสามารถดำรงคุณค่าได้ (ราคาขึ้นไปตามเวลา) เศรษฐีเลยนิยมสะสมปืนและกระสุนกันมาก
ตัวอย่าง คือ ราคาของปืน Remington .223 ที่อ้างอิงจาก ammo.net มีราคาขึ้นจากปี 1999-2011 ถึง 224% ชนะเงินเฟ้อในช่วงเดียวกันมากมาย
นอกจากนี้ Wall Street Journal ยังรายงานว่า ราคาปืนพุ่งกระฉูด เพราะคาดกันว่า Barack Obama จะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง แล้วจะออกกฎหมายควบคุมอาวุธ และยังระบุว่า มีความต้องการปืนมากเกินกว่ากำลังการผลิตด้วย เห็นได้จากที่ Michael O. Fifer ผู้เป็น CEO ของ Sturm, Ruger & Co. ออกมาแถลงว่า บริษัทขอระงับการรับคำสั่งซื้อปืนไว้ชั่วคราว เพราะยอดขายในไตรมาสแรกปีนี้เกินกว่าที่คาดไว้มาก เลยผลิตไม่ทันความต้องการที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เอ...มีความต้องการขนาดนี้แล้วคงไม่ใช่ว่ามีแต่เศรษฐีซื้อแล้วล่ะ หากคนทั่วไปผสมโรงซื้อด้วย ก็อาจหมายถึงความรุนแรงหรือความถี่ของอาชญากรรมในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะโยงไปถึงเรื่องที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีเงินจ้างตำรวจเพียงพอก็ได้
4.นาฬิกา ไม่ใช่ว่าทุกยี่ห้อจะลงทุนแล้วหวังผลกำไรในอนาคตได้เสมอไป คนที่ซีเรียสเรื่องการลงทุนในนาฬิกาจริงๆ จึงมักลงทุนใน Rolex กับ Patek Philippe เป็นหลัก เพราะเป็นยี่ห้อที่ขายออกได้คล่องที่สุด และได้กำไรดี ซึ่งอย่างหลังนี้บริษัทผู้ผลิตมีความเป็นอัจริยะทางการตลาด ที่สามารถทำให้ยี่ห้อของตนที่เคยผลิตออกมามีราคาขึ้นมาโดยตลอด
เจ้าของร้านแอนทีกในลอนดอนชื่อ George Somlo ให้ข้อสังเกตว่า การซื้อนาฬิกาข้อมือที่เป็นแอนทีกในช่วงเศรษฐกิจขาลงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสมอ Eric Engh ผู้จัดการเว็บไซต์ Old Watch ก็ยืนยันว่า เมื่อนาฬิกาชั้นดียี่ห้อใด รุ่นใดเป็นที่นิยม ก็มีคนต้องการอยากครอบครองมากและยอมจ่ายในราคาที่สูงลิ่ว
5.แสตมป์ Handbook of Personal Wealth Management เขียนเอาไว้ว่า แสตมป์ไม่ใช่ Financial Assets อย่างหุ้นและพันธบัตร แต่เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ลงทุนประเภทจับต้องได้ ที่มี Record ว่าให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและดีมากมายาวนานที่สุด และถึงแม้แสตมป์จะบอบบาง ถูกทำลายได้ง่าย แต่แสตมป์เก่าๆ ก็มีค่าคล้ายๆ รถคลาสสิกที่คนนิยมสะสม หรือหนังสือการ์ตูนยอดนิยมเก่าๆ
มิน่า ลุง Bill Gross (PIMCO) ถึงได้สะสมแสตมป์มีค่าไว้ถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนมากก็ได้มาจากการที่ลุงเข้าไปประมูลช่วยการกุศลด้วย
นึกถึงหนังสือการ์ตูนเก่าๆ ที่เคยติดงอมแงมสมัยเด็กๆ อย่าง ขวานฟ้าหน้าดำ ชะมัด เนี่ยถ้าเก็บไว้ดีๆ ป่านนี้ก็สบาย
ดังนั้น เราก็อาจจะเริ่มสะสมแสตมป์ (ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้เราติดต่อทางอินเทอร์เน็ต) และสะสมการ์ตูนซูเปอร์ไซย่าไว้ได้แล้ว
อ้าว อย่าเพิ่งหัวเราะว่าโลกไปยุคเทคโนโลยี eBook แล้ว จะให้เก็บไว้ทำไม อย่าลืมสิ ต่อไปจะมีคนถวิลหาสิ่งที่ยึดโยงเราไว้กับอดีต จะมีคนอยากเงยหน้าขึ้นมาจาก Smart Phone เพื่อจับต้องกระดาษจริงที่มีแต่จะหายากขึ้นทุกที ก็คงคล้ายๆ กับที่เราเห็นเครื่องพิมพ์ดีดโบราณ เห็นฉลากยาเก่าๆ แล้วทึ่ง อยากเป็นเจ้าของกัน
6.งานศิลปะ หลายคนคงไม่รู้ว่าทศวรรษที่ผ่านมา ดัชนี Mei Moses (ดัชนีสำคัญที่โลกใช้สำหรับงานศิลปะ) ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี S&P 500 ถึง 6 เท่า
กูรูด้านพันธบัตรอย่าง Jeff Gundlach ยังถึงกับบอกว่า งานศิลปะก็คือทองคำในเวอร์ชันที่พกพาไปไหนๆ ได้ (เพราะในราคาที่เท่าๆ กัน ทองคำจะหนักกว่า) โดยสามารถดำรงอำนาจซื้อได้เท่าๆ กับทองคำ
หากจะดูว่ากำลังซื้อในงานศิลปะและการลงทุนในงานศิลปะ โดยเฉพาะภาพเขียนนั้นดีขนาดไหน วิธีดูที่ดีก็คือให้ไปดูราคางานศิลปะที่บริษัทประมูลปล่อยไปได้ กับดูยอดขาย ผลกำไร และราคาต่อหุ้นของบริษัทประมูล
ตัวอย่าง คือ Sotheby บริษัทประมูลข้ามชาติเก่าแก่เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งก่อตั้งในปี 1744 มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ มีอีก 90 สำนักงานในอีก 40 ประเทศ ก็ได้ บริษัทนี้ทำธุรกิจประมูลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกของศิลปะการตกแต่ง เครื่องประดับ และของสะสม ซึ่งในปี 2011 มียอดขายทั่วโลก รวมถึง 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2009 หุ้นของ Sotheby ได้ขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงนั้นที่ 6.47 มาเป็น 30.58 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น
แบบนี้จะเรียกว่าเป็นตลาดกระทิงของงานศิลปะก็ไม่ผิด
ก็ขนาดภาพเขียน Pop Art ของ Andy Warhol ยังมีคนประมูลไปได้ในราคาตั้งพันล้านบาท จนเดี๋ยวนี้ผลงานภาพเขียนของเขาหากคำนวณเป็น Market Cap. ก็น่าจะแซงเบอร์หนึ่งอย่างปิคาสโซไปแล้ว
ไว้ตอนสุดท้ายมาต่อกันเรื่อง เพชร สุรา และเหรียญหายาก







