
สผ.ถอยขอโตแค่8%
ยอมรับทำไม่ได้เป้าปีละ12% ผู้ถือหุ้นโหวตเพิ่มทุนคาด5ต่อ1
ยอมรับทำไม่ได้เป้าปีละ12% ผู้ถือหุ้นโหวตเพิ่มทุนคาด5ต่อ1
ปตท.สผ.หั่นเป้าหมายปริมาณผลิตปี 2563 เหลือ 6 แสนบาร์เรล จาก 9 แสนบาร์เรล ผู้ถือหุ้นหนุนเพิ่มทุน คาดสูตร 5 ต่อ 1
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 3,969.98 ล้านบาท โดยการออกหุ้นใหม่จำนวน 650 ล้านหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นมีมติเห็นชอบด้วยจำนวน 2,928 ล้านหุ้น หรือ 99.69% จากจำนวนผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม 2,929.50 หรือ 82% ของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า ในเบื้องต้นสัดส่วนการขายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิมอยู่ที่ 5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ หากคิดจากจำนวนหุ้นเพิ่มทุนและวงเงินที่บริษัทต้องการประมาณ 9.8 หมื่นล้านบาท และผลกระทบจากการเพิ่มทุนต่อการถือหุ้นประมาณ 16% แต่ในที่สุดสัดส่วนการขายหุ้นจะเป็นอย่างไรก็จะต้องรอผลการสำรวจราคาหุ้นจากนักลงทุนสถาบันก่อน (บุ๊กบิวดิงส์) อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นไม่ต้องกังวลเพราะปีนี้บริษัทจะมีอัตราการเติบโตของกำไรที่ดีมาก
นอกจากนี้ นายเทวินทร์ได้กล่าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า บริษัทได้ลดเป้าหมายการเติบโตจากเดิมที่ตั้งเป้าว่าในปี 2563 บริษัทจะมีกำลังการผลิตปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อวัน 9 แสนบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันเหลือเพียง 6 แสนบาร์เรล หรือเฉลี่ยจะเติบโตปีละ 8% จากเป้าหมายเดิมโต 12% และในปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ 3 แสนบาร์เรล นอกจากนี้รายได้ในอนาคตจะมาจากต่างประเทศมากกว่า
นายเทวินทร์ กล่าวว่า การเพิ่มทุนคาดว่าจะได้รับอนุญาตเร็วที่สุดปลายเดือน พ.ย.นี้ เงินเพิ่มทุนส่วนหนึ่งจะนำไปชำระหนี้เงินกู้ 950 ล้านปอนด์ ที่นำมาซื้อหุ้นโคฟเอ็นเนอร์ยี่ และทำให้บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นหลังสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ลดจาก 0.77 เท่า เหลือ 0.35 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งเป้าคือ 0.5 เท่า หากดีอีเกิน 0.5 เท่า จะมีความเสี่ยงต่ออันดับเครดิตได้ และหนี้ต่ออีบิตดาจะลดจาก 1.23 เท่า เหลือ 0.79 เท่า ซึ่งตามเป้าจะต้องไม่เกิน 1 เท่า
ขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นได้ซักถามข้อมูลการลงทุนโดยเฉพาะประเด็นการเข้าซื้อโคฟเอ็นเนอร์ยี่ว่าจะใช้เวลากี่ปีถึงจะคุ้มทุน และจะได้ประโยชน์อย่างไร นายเทวินทร์ กล่าวว่า การเข้าซื้อโคฟฯ ทำให้บริษัทเข้าถือสิทธิแปลงสัมปทานปิโตรเลียม 7 แปลงในเคนยา และ 2 แปลงที่โมซัมบิก และแปลงที่โมซัมบิกมีการสำรวจแล้ว 12 แปลง และพบก๊าซ 100% ทุกหลุม และคาดว่าจะมีปริมาณสำรอง 2760 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งมากกว่าคาดการณ์ครั้งแรกก่อนเข้าซื้อที่คาดว่าจะอยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์ฟุต และมากกว่า 6 เท่าของปริมาณสำรองในอ่าวไทย ซึ่งกลายเป็นแหล่งสำคัญที่สร้างความมั่นคงในอนาคตให้กับบริษัท
“ใน 23 ปีนี้บริษัทจะขยายกำลังผลิตในหลายแหล่ง ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถรองรับผลกระทบจากการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นได้ และยังสามารถปันผลได้ต่อเนื่อง” นายเทวินทร์ กล่าว
นายพิชัย ชุณหวชิร กรรมการ ปตท.สผ. กล่าวว่า การซื้อโคฟฯ จะทำให้ปริมาณสำรอง ปตท.สผ.เพิ่มขึ้นอีก 850 ล้านบาร์เรล จากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 1,100 ล้านบาร์เรล และถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มเพราะต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งหากเข้าซื้อกิจการที่ผลิตอยู่แล้วจะอยู่ที่ต้นทุนที่ 2225 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ด้านการซื้อขายหุ้น PTTEP คึกคัก ราคาดีดขึ้นปิดที่ 161.50 บาท บวก 5.50 บาท หรือ 3.53% และหุ้น ปตท. (PTT) บวก 3 บาท ปิดที่ 316 บาท สวนทางตลาดโดยรวมดัชนีลดลง 2.24 จุด ปิดที่ 1,27957 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติขายน้อยลงเพียง 481 ล้านบาท







