
กลุ่มเกษียณอายุ...ตลาดเกิดใหม่มาแรง
กลุ่มประชากรเกษียณอายุถือเป็นตลาดเกิดใหม่ ที่สถาบันการเงินทุกแห่งรวมถึงธุรกิจประกันชีวิตกำลังเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์
โดย...วารุณี อินวันนา
กลุ่มประชากรเกษียณอายุถือเป็นตลาดเกิดใหม่ ที่สถาบันการเงินทุกแห่งรวมถึงธุรกิจประกันชีวิตกำลังเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนออกมารองรับสังคมผู้สูงอายุ สนองความต้องการผู้บริโภคที่กำลังมองหาเครื่องมือช่วยให้สินทรัพย์งอกเงยหลังเกษียณการทำงาน เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตไม่ให้ลดลงหลังจากที่ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว
สมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดประกันชีวิตบำนาญในไทยนับเป็นตลาดเกิดใหม่มากๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวทางการเงิน แต่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตสูง หากสามารถนำแบบประกันพรีเมียมที่ให้คุณค่าในความรู้สึกของผู้ซื้อหรือผู้ใช้ มีคุณภาพดี ไม่เหมือนใคร ในราคายุติธรรม ที่ทำให้คนกลุ่มนี้มั่นใจได้ว่าบริษัทสามารถบริหารเงินให้ได้มีเงินใช้เหมือนในปัจจุบัน จะทำให้มีการผ่องถ่ายเงินเข้ามาออมผ่านประกันชีวิตประเภทบำนาญโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เราเพิ่งมาทำตลาดขายประกันผ่านตัวแทนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งขายกรมธรรม์บำนาญเป็นหลัก ปรากฏว่ากรมธรรม์บำนาญขายดี ได้รับความนิยมมาก มีสัดส่วนเบี้ยประกันสูงถึง 73% ของเบี้ยที่ขายทั้งหมด ซึ่ง 9 เดือนแรกมีเบี้ยใหม่ที่ขายผ่านตัวแทน 441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากเป้าหมายที่วางไว้ทั้งปี 600 ล้านบาท เบี้ยต่อกรมธรรม์เฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 แสนบาท สูงที่สุดในอุตสาหกรรม” สมโพชน์ กล่าว
สำหรับเหตุผลที่บริษัทประกันชีวิตเริ่มหันมาทำตลาดบำนาญอย่างจริงจัง หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อนุมัติแบบประกันบำนาญออกมาเมื่อปี 2554 เพราะมองว่ากลุ่มคนวัย 30–55 ปี เริ่มมองหาสินทรัพย์ที่จะสร้างรายได้ที่แน่นอนหลังเกษียณอายุ และคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากในสังคมไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติวิเคราะห์ว่า ปี 2553-2562 คนไทยจะเพิ่มเป็น 67 ล้านคน จะมีผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้สูงอายุ 11.8% และปี 2563 ประชากรไทยจะเพิ่มเป็น 70 ล้านคน ผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 16.8%
ขณะที่รัฐบาลยังไม่มีเครื่องมือที่จะดูแลผู้สูงอายุอย่างชัดเจน แม้จะมี “พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.” มาตั้งแต่ปี 2554 โดยให้แรงงานนอกระบบประมาณ 35 ล้านคนสมัครเข้าเป็นสมาชิก และออมกับ กอช.ทุกเดือน 50-100 บาท และรัฐบาลสมทบให้เท่าตัว ถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งขึ้นมาได้ อาจจะทำให้เงินที่ได้รับมาไม่เพียงพอกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ส่วนแรงงานที่อยู่ในระบบ 10 ล้านคน จะออมเงินเพื่อเกษียณอายุผ่าน “กองทุนประกันสังคม” และ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund” และข้าราชการ 1.18 ล้านคน จะออมอยู่ภายใต้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจคนวัย 1859 ปี ถึงปัจจัยสำคัญสำหรับการเตรียมตัวสู่วัยเกษียณ 98.40% ตอบว่า เงิน ส่วนรายจ่ายสำคัญของผู้สูงอายุ ผลสำรวจตอบมาว่า สุขภาพ เป็นรายจ่ายอันดับ 1
เมื่อ “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ จึงเป็นโอกาสของสถาบันการเงินในการที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์มาทำให้เงินของลูกค้างอกเงย มีให้ใช้อย่างแน่นอนทุกเดือน โดยที่เงินต้นยังคงอยู่ และเงินนั้นต้องไม่สร้างภาระค่าใช้จ่าย
“ประกันบำนาญน่าจะเป็นทางเลือกที่ตรงที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้มั่นคง แน่นอน หลังเกษียณอายุ ซึ่งจะมีเงินให้ใช้ถึงอายุ 85-89 ปี เพราะผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจะไม่มีภาระภาษี และเงินต้นยังคงอยู่ เป็นมรดกให้ลูกหลานได้” สมโพชน์ กล่าว
สอดคล้องกับ สาระ ล่ำซำ ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย เปิดเผยผลการจัดงานสัปดาห์ประกันภัย ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 28-30 ก.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 3 วัน มีผู้เข้าชมงานกว่า 5 หมื่นคน บริษัทประกันชีวิตทำยอดขายในงานได้ 519.66 ล้านบาท กรมธรรม์ประกันบำนาญขายดีเป็นอันดับ 2 รองจากประกันออมทรัพย์ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูง
สำหรับวิธีการเสนอขายประกันบำนาญที่ประสบความสำเร็จ จะมีแนวทางที่แตกต่างไปจากการขายประกันทั่วๆ ไป โดยจะเป็นลักษณะของการให้ความรู้เรื่องการบริหารสินทรัพย์ การวางแผนภาษีหลังเกษียณแก่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการวางแผนการเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ที่มุ่งไปที่มิติการใช้เงินต่อเงิน ซึ่งทำได้จากการออม การลงทุน และการเก็งกำไร ทั้งในรูปของเงินฝาก กองทุน ตราสารหนี้ พันธบัตร ทอง หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และประกันบำนาญ
ขณะเดียวกันมีการจัดกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นว่ามีสินทรัพย์ใดที่เมื่อเวลาผ่านไปสร้างมูลค่าเพิ่มและไม่มีภาระค่าใช้จ่าย กลุ่มมีมูลค่าเพิ่มและมีค่าใช้จ่าย กลุ่มเวลาผ่านไปมูลค่าไม่เพิ่มแต่มีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล และกลุ่มมูลค่าไม่เพิ่มและมีภาระค่าใช้จ่าย พร้อมกับชี้แจงถึงการนำเงินที่ลูกค้าซื้อประกันบำนาญไปลงทุน เพื่อจะได้มีเงินคืนไว้ตามที่ค้ำประกันไว้ในสัญญา และฐานะการเงินของบริษัท
พร้อมกับเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ที่เงินต้นไม่หายและได้ผลตอบแทน คือ เงินฝาก แต่อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับตลาด ซึ่งเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยอยู่ประมาณ 1.9% ต่อปี และแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นไปถึง 8% หรือ 10% เหมือนสมัยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นไปได้ยาก
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ออกภายใต้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ออกมาเป็นเครื่องมือการออมเพิ่มเติมสำหรับเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ จะได้เงินคืนเมื่ออายุ 55 ปี ความเสี่ยงจะสูงขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่กองทุนเหล่านี้จะมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อความปลอดภัยในเงินต้น แต่ไม่มีหน่วยงานใดค้ำประกันผลตอบแทนที่แน่นอน
“ลูกค้ากลุ่มนี้มีความรู้เรื่องการลงทุน มีการลงทุนในหลักทรัพย์ที่หลากหลาย มีเงินพร้อมที่จะลงทุน และมองหาการลงทุนใหม่ๆ ที่ได้ผลตอบแทนแน่นอน ซึ่งเราจะเสนอประกันบำนาญที่ค้ำประกันผลตอบแทนและได้สิทธิลดหย่อนภาษี เพิ่มเข้าไปในพอร์ตลงทุนของเขา เชื่อว่าเป็นสินค้าที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นจังหวะที่คนมองหาเครื่องมือลดหย่อนทางภาษี และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดลง ประกันบำนาญจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ” สมโพชน์ กล่าว
ทั้งนี้ สมโพชน์ ให้คำแนะนำว่าการเตรียมตัวออมเงินเพื่อเกษียณอายุ สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วัยทำงานใหม่ๆ เพราะการออมตั้งแต่อายุน้อยๆ เงินที่ออมต่อเดือนก็จะต่ำไปด้วย แต่ถ้าออมเมื่ออายุมากๆ การเก็บเงินออมต่อเดือนก็จะสูงไปด้วย และควรจะใช้เวลาในการศึกษาแบบประกันบำนาญของแต่ละบริษัท เพื่อจะได้แบบประกันที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด







