posttoday
COMING ATTRACTION

COMING ATTRACTION

23 มีนาคม 2553

.....สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับประเด็นที่ผมจะนำเสนอในสัปดาห์นี้ คือปัจจัยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2 เนื่องจากสัปดาห์นี้ถือว่าได้ว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของไตรมาสแรกแล้ว เปรียบเหมือนภาพยนตร์ตัวอย่างเวลาที่ท่านชมในโรงภาพยนตร์ ทั้งนี้ประเด็นที่ผมจะนำเสนอนั้นเป็นปัจจัยที่ตลาดฯ ยังคงไม่ได้สะท้อนถึงผลที่จะเกิดจากปัจจัยดังกล่าวทั้งในด้านบวกและลบ แต่ในสัปดาห์นี้ผมจะนำเสนอเพียงภาพรวมเท่านั้น ส่วนการวิเคราะห์ในเชิงลึกผมจะมานำเสนอภายหลัง

n เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ

ผมประเมินว่าเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศจะยังต่อเนื่องในไตรมาส 2 เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะยังคงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของประเทศในเอเชียมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีน หลังจากล่าสุดธนาคารกลางอินเดียเพิ่งประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปในวันศุกร์ที่ผ่านมา 0.25% ซึ่งเป็นประเทศที่ 3 หลังจากออสเตรเลีย มาเลเซีย ทั้งนี้การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนอาจยอมให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญสำหรับการเก็งกำไรค่าเงินในเอเชีย

n ภาวะเศรษฐกิจและผลการดำเนินงาน

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกจะมีการประกาศในไตรมาส 2 โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค. สำหรับผมประเมินว่า มีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการตัวเลข GDP ของไทยขึ้น หลังจากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่รุนแรง และการแก้ไขปัญหามาบตาพุดคืบหน้า ในขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนปี 2553 ก็มีโอกาสปรับขึ้นเช่นกัน โดยผมประเมินว่ากลุ่มที่มีโอกาสถูกปรับประมาณการสูงสุด ได้แก่ ธนาคาร วัสดุก่อสร้าง โรงกลั่น ปิโตรเคมี และค้าปลีก

n แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทย

SCRI ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 3 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะเริ่มปรับตัวขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2 จะชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก ดังนั้นจึงประเมินว่า ธปท.ยังคงจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน เม.ย.นี้ แต่หาก ธปท.ตัดสินใจปรับขึ้นก็จะถือว่าเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของตลาดฯ แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดฯ เพราะคาดว่าเป็นการปรับขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นไปตามภูมิภาค และถือเป็นการส่งสัญญาณยุติมาตรการฉุกเฉิน (Normalization)

n นโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยน

การแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากการเกินดุลการค้าและภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่หากการที่มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น จนกระทบให้ค่าของเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งจะกลายเป็นปัญหาสำหรับการส่งออก ซึ่งยังคงเป็นภาคธุรกิจที่มีผลต่อการขยายตัวของ GDP ในปี 25522553 ดังนั้นนโยบายในเรื่องการดูแลค่าเงินจึงเป็นนโยบายที่ต้องติดตามมากที่สุด

n การครบกำหนดชำระคืนหนี้ของกรีซเดือน เม.ย.

ความกังวลเรื่องวิกฤตหนี้ของกรีซดำเนินมาถึงจุดสำคัญที่สุดแล้ว เนื่องจากกรีซจะครบกำหนดชำระหนี้ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. ถึงแม้ในปัจจุบันยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่าทางเยอรมนีและฝรั่งเศสจะมีแนวทางในการช่วยเหลือกรีซอย่างไร คาดว่าการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปในสัปดาห์นี้น่าจะมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น สำหรับความเห็นในเรื่องวิกฤตหนี้ของกรีซนั้น ผมอยากเรียนให้ทุกท่านทราบว่า ตลาดฯ ยังคงประเมินในด้านบวกคือ คาดว่ากรีซจะสามารถชำระคืนหนี้ระยะสั้นได้ ดังนั้นหากผิดไปจากคาดการณ์ก็จะส่งผลกระทบในด้านลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนจะลบมากหรือลบน้อยขึ้นกับผลที่เกิดขึ้นว่าจะกระทบในวงกว้าง หรือเฉพาะเพียงแค่กรีซประเทศเดียว

n การใช้นโยบายเข้มงวดของจีน

การใช้นโยบายเข้มงวดทางการเงินของจีนได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาสแรกแล้ว ดังนั้นปัจจัยนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะตลาดฯ กำลังคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งผมประเมินว่าหากธนาคารกลางจีนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงก็จะมีผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดหุ้นในระยะแรก เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะมีผลกระทบในวงกว้าง ทั้งผู้กู้เงิน ผู้ฝากเงิน แต่หากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและไม่กระทบให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวรุนแรง (Hard Landing) รวมถึงสามารถควบคุมความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิดความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ได้ก็จะถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของทางการจีน ซึ่งประเด็นนี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 36 เดือนกว่าจะเห็นผล

อย่างไรก็ตาม ในมุมของความเสี่ยงนั้นก็มีเหมือนกันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คือเรื่องการเพิ่มขึ้นของ NPL เหมือนกับตอนที่สหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรื่องที่ Standard & Poor ได้ออกรายงานเตือนมาในสัปดาห์ที่แล้วว่า เป็นกังวลต่อหนี้เสียของจีนในอีก 23 ปีข้างหน้า แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าจีนจะจัดการได้

n การกำกับดูแลสถาบันการเงินของสหรัฐและยุโรป

ประเด็นนี้ดูเหมือนว่าตลาดฯ จะคลายความกังวลไปแล้ว เพราะประเมินว่าการกำกับไม่น่าจะรุนแรงเหมือนกับครั้งแรกที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ประกาศว่า จะเพิ่มการกำกับดูแลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ในขณะที่สถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงที่จะถูกกำกับน่าจะเริ่มปรับตัวไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่เป็นการประมาท ผมยังอยากให้ทุกท่านติดตามเรื่องนี้ เพราะจะมีผลกระทบต่อธุรกรรมการลงทุนของธนาคารในสหรัฐ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด ส่งผลให้ผมประเมินว่าตลาดหุ้นในไตรมาส 2 มีแนวโน้มที่จะมีเสถียรภาพมากกว่าไตรมาสแรก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้น ส่วนความเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายจีน ส่วนความเสี่ยงด้านสภาพคล่องคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งขึ้นกับว่าธนาคารกลางสหรัฐจะส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่