
โอกาสลงทุนเพื่อนบ้านมีมาก แต่ยังมีอุปสรรคมากรอรับหนุน
ในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยจากการพัฒนาของประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”
ในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยจากการพัฒนาของประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”
ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การขยายธุรกิจค้าปลีกออกไปสู่ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยโตแบบก้าวกระโดดมาตั้งแต่ปี 2533 แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีอัตราเติบโตที่ชะลอตัวลง ซึ่งหมายความว่าการขยายธุรกิจในประเทศอาจใกล้ถึงจุดอิ่มตัว และธุรกิจค้าปลีกโตเร็วเกินกว่าที่ประเทศไทยจะรองรับได้ ดังนั้นการขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศจึงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในภูมิภาคดังกล่าวมีอุปสรรคพอสมควร เช่น ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงเกินไป และที่ดินส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลแต่ละประเทศ ขณะที่เทคโนโลยีและความสามารถของประชากรไม่เท่ากัน รวมทั้งสกุลเงินของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน จึงทำให้การลงทุนยังมีความเสี่ยงและขาดความยืดหยุ่น แต่เห็นว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ภูมิภาคนี้เติบโตร่วมกันได้อีก 1520 ปีข้างหน้า
“ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ค่อนข้างมากจากการขยายตัวของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะเราเป็นศูนย์กลางทางด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา มีความคุ้นเคยกับสินค้าไทยอยู่แล้ว ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าไปลงทุน และนำสินค้าไทยไปตีตลาดที่มีจำนวนประชากรสูงถึง 250 ล้านคน” ทศ กล่าว
ทางด้านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มองหาโอกาสในการออกไปลงทุนในต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา “แมน ชุติชูเดช” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน กล่าวว่า หากเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้เปิดกว้างมากขึ้น ก็จะทำให้ กบข.มีช่องทางในการลงทุน หรือกระจายพอร์ตออกไปได้มากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนทางเลือกอย่างระบบโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ และกองทุนร่วมลงทุนต่างๆ ซึ่งจะทำให้ กบข.มีรายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และรายได้คงที่จากโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาในพอร์ตมากขึ้น และสามารถเอาชนะเงินเฟ้อในอนาคตได้
สำหรับความเสี่ยงสำคัญที่มองเห็นคือ ความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลในแต่ละประเทศ การเก็บค่าธรรมเนียมด้านต่างๆ ที่สูงเกินจริง รวมทั้งสภาพคล่องในการซื้อขาย ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคเมื่อต้องการถอนการลงทุน ดังนั้นการป้องกันและกระจายความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
“ผมเชื่อว่าปัญหาหนี้สาธารณะของหลายๆ ภูมิภาคในโลกนี้ยังคงดำเนินต่อไป ทำให้เราต้องเผชิญกับภาวะการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งกดดันผลตอบแทนของการลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้ ทำให้เราต้องมองหาโอกาสของการลงทุนทางเลือก การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยกระจายพอร์ตและความเสี่ยงให้กับ กบข.ได้” แมน กล่าว
“พินิจ พัวพันธ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับการแข่งขันที่จะมีมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐต้องกระตุ้นและสนับสนุนให้เอกชนออกไปลงทุนต่างประเทศ เพราะหากไม่ออกไปก็จะเสียโอกาส และถูกต่างประเทศยึดส่วนแบ่งตลาดจนหมด เหมือนที่เกิดขึ้นกับภาคธนาคารและอุตสาหกรรมหลักทรัพย์
ประสบการณ์ของบริษัทที่ออกไปต่างประเทศ มักจะพบอุปสรรคบางประการ เช่น ที่ประเทศเวียดนามมีธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจไทยด้านการเงินการธนาคาร แต่จะต้องซื้อใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ
ขณะที่กัมพูชา เริ่มตั้งตลาดหลักทรัพย์ และยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สำหรับพม่า ยังรอดูความชัดเจนในเรื่องของกฎหมาย นับเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่น่าสนใจในการลงทุน แต่ยังคงมีต้นทุนสูงในการทำธุรกิจและการติดต่อสื่อสารที่ต้องใช้เทคโนโลยียังไม่สะดวก
สิ่งสำคัญที่รัฐต้องดำเนินการคือการวางรากฐานการศึกษาเกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นฐาน รวมทั้งพัฒนาระบบภาษีที่ส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ และเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในระยะยาว







