
แบงก์ผุดไอเดีย สารพัดผลิตภัณฑ์หลังเกษียณ
การที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล้วนออกมาเตือนรัฐบาลหาแนวทางรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
การที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล้วนออกมาเตือนรัฐบาลหาแนวทางรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และหารายได้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้น
ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์ว่า ในปี 2567 ไทยจะมีประชากรเพิ่มเป็น 70 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุ 15% เพิ่มขึ้นจาก 10% ในปัจจุบัน ทำให้ประชากรวัยทำงานจะมีภาระเลี้ยงดูประชากรวัยเด็กและวัยชรามากขึ้น
ก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามผลักดัน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสนับสนุนให้ออมเงินเพื่อใช้เป็นบำนาญหลังเกษียณอายุ ลดภาระงบประมาณ เข็นจนถึงขั้นตอนให้ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกกองทุน ทว่าเมื่อรัฐบาลเปลี่ยน กอช.มีอันต้องเป็นหมัน ถูกนำกลับมาทบทวนเงื่อนไข งบประมาณเพื่อเตรียมระบบอนุมัติเพียง 200 กว่าล้านบาท จากต้นทุนที่คาดว่าต้องใช้อย่างน้อย 700 ล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่ต้องเลื่อนการรับสมัครสมาชิกออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมกำหนดไว้เดือน พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน 2 สถาบันการเงินหลักที่มีฐานลูกค้าเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมประมาณ 25 ล้านคน ซึ่งเดิมถูกวางตัวเป็นกองทัพหน้าหาสมาชิกเข้า กอช.มีอันต้องชะลอแผน และหันมาสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อการออมหลังเกษียณทดแทน
สำหรับ ธ.ก.ส. แม้ กอช.จะยังไม่เกิด แต่ที่นี่ก็มีสวัสดิการที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือ กองทุนทวีสุข ที่ล่าสุดมีฐานสมาชิกจากลูกค้ากว่า 1 ล้านราย วงเงินออมรวมกว่า 4,000 ล้านบาท และยังเปิดรับสมาชิกที่เป็นเกษตรกรอยู่เรื่อยๆ โดยเงินออมจะได้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี มีประกันอุบัติเหตุ ถ้าป่วยต้องเข้ารักษาตัวให้เบิกค่าผู้ป่วยใน (สำหรับสมาชิก 3 ปีขึ้นไป) ค่าทำขวัญบุตรคนละ 500 บาทไม่เกิน 2 คน และเตรียมจะเพิ่มสวัสดิการแก่คู่สมรสอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเงินฝากเกษียณเปี่ยมสุขต่อเนื่องเป็นรอบที่ 3 เน้นผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ที่กำลังเกษียณอายุหรือเกษียณแล้ว นำเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตหรือเงินบำเหน็จมาฝากขั้นต่ำ 1 แสนบาทขึ้นไป ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% ต่อปี รับดอกเบี้ยทุกเดือน สร้างหลักประกันที่มั่นคงให้ตนเอง เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-16 พ.ย.นี้ ซึ่งเพียง 5 วัน มียอดเงินฝากแล้ว 2.5 หมื่นล้านบาท ถ้าครบกำหนดเป้าหมาย 3 หมื่นล้านบาทจะปิดรับทันที
ส่วนธนาคารออมสินหันไปรุกผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ที่ถือว่าเป็นจุดขายที่ได้รับความสนใจมาตลอด เพราะได้ทั้งออม ประกันชีวิต และผลตอบแทนที่ดี ล่าสุดเปิดตัวอีก 2 แบบ เจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยอายุตั้งแต่ 7-60 ปี คือ ออมสินคู่ใจ 10/10 ส่งเงินฝาก 10 ปี คุ้มครองชีวิต 10 ปี และออมสินสุขใจ 12/6 ออม 6 ปี คุ้มครอง 12 ปี ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ฝากอายุ 7-60 ปี วงเงินสงเคราะห์ตั้งแต่ 5 หมื่น-10 ล้านบาท ได้รับผลประโยชน์คืนทุกปี และสามารถลดหย่อนภาษีได้
ขณะที่ธนาคารลูกครึ่งรัฐ-เอกชน อย่างกรุงไทย ก็ไม่น้อยหน้า ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากถึงใจวัยเกษียณ 60 เดือนสำหรับลูกค้าอายุ 50 ปีขึ้นไป ขั้นต่ำ 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้ดอกเบี้ยสูงเท่ากับฝากประจำ 36 เดือน บวก 0.75% ซึ่งปัจจุบันเท่ากับ 4% ต่อปี จ่ายคืนเงินต้นทุกเดือน จะเลือก 5,000 บาท 1 หมื่นบาท 1.5 หมื่นบาท หรือ 2 หมื่นบาท ซึ่งช่วยบริหารเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อครบกำหนดจะโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีอัตโนมัติ รับฝากระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2555-28 ก.พ. 2556
ด้านธนาคารกสิกรไทย มีผลิตภัณฑ์การออมสำหรับวัยเกษียณหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากพ่วงประกันชีวิต หรือประกันสะสมทรัพย์ รวมทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ซึ่งแม้จะมีทางเลือกมากมาย แต่แบงก์รวงข้าวก็ยังมีแนวคิดใหม่ๆ
ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า กำลังศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์หลังเกษียณ ที่เรียกว่า Reversed Housing Loan ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่อนบ้านจนเหลือ 0 บาท สามารถเบิกเงินไปใช้จ่ายได้อีกทุกเดือนจนกระทั่งเต็มเพดานที่กำหนด หรือกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งแนวทางนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้หลังเกษียณ แต่ไม่อยากเป็นภาระลูกหลานหรือไม่มีลูกหลานดูแล ก็สามารถนำสินทรัพย์ที่ผ่อนมาทั้งชีวิต พลิกกลับมาเป็นรายได้อีกครั้ง
ยกตัวอย่าง ลูกค้าผ่อนบ้าน 30 ปี จนอายุ 60 ปี บ้านหมดหนี้ แต่ตอนนั้นเราเกษียณแล้ว ก็ไม่มีรายได้ ก็ให้สามารถเบิกกลับไปใช้ สมมติผ่อน 8,000 บาทเป็นเวลา 30 ปี อายุ 60 ปี แบงก์ให้เบิกกลับไปเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งจะเป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี หรือจนถึงวันเสียชีวิต ก็เอาบ้านขายทอดตลาด หรือถ้ามีทายาท ทายาทก็สามารถมาซื้อคืนกลับไปได้
อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์นี้ยังไม่ได้ให้บริการ เพราะด้วยสภาพสังคมไทยที่ลูกหลานยังดูแลพ่อแม่อยู่ แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่า ในตลาดเริ่มมีความต้องการ แบงก์สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดี และระบบโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์พัฒนา ก็จะเปิดตัวในตลาดแน่นอน
แม้แผนการตั้ง กอช. ในรัฐบาลชุดนี้จะดูห่างไกล แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการออมเพื่ออนาคตให้เลือกอยู่มากในตลาดการเงิน เริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่เราจะได้แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างภาคภูมิใจ







