posttoday
เงินทุนไหลเข้าดันบาทแข็ง

เงินทุนไหลเข้าดันบาทแข็ง

08 ตุลาคม 2555

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.45-30.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

โดย...ปารีณา พ่วงศิริ

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.45-30.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้น ตลาดโลกได้รับข่าวดีเล็กน้อยจากทางฝั่งสหรัฐ ตามตัวเลขหลายตัวที่ออกมาดีเกินตลาดคาดหมายในช่วงสัปดาห์ก่อน ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่น และนั่นมักหมายถึงการเริ่มเสาะหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง แต่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หนึ่งในตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ คือ ตลาดไทย จึงทำให้เราเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาทั้งในตลาดหุ้นและพันธบัตร ด้วยปัจจัยนี้จึงส่งผลให้ค่าเงินบาทในระยะต่อไปยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก นี่เองเป็นสาเหตุที่ทางธนาคารย้ำแล้วย้ำเล่าว่า การป้องกันความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจต้องให้ความสนใจ เพราะคงไม่สามารถไปตั้งความหวังให้แบงก์ชาติเข้ามาแทรกแซงค่าเงินได้ตลอด

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นสัปดาห์ต้นเดือน ทำให้มีเครื่องชี้เศรษฐกิจหลายตัวออกมาขยับตลาดกันใหญ่ ดัชนีตัวหนึ่งที่ตลาดให้ความสนใจอยู่เสมอ คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ดัชนี PMI จากฝั่งจีนและยุโรปยังคงแสดงสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ในขณะที่ดัชนี PMI จากสหรัฐ ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและบริการปรับตัวดีขึ้นเกินความคาดหมายของตลาดและยังอยู่เหนือระดับ 50 ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัว นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐยังแสดงสัญญาณที่ดีขึ้น ทั้งจากการจ้างงานตำแหน่งใหม่ ซึ่งเป็นการสำรวจภาคเอกชนของ ADP เผยว่า มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.62 แสนตำแหน่ง ในเดือน ก.ย. (มากกว่าที่ตลาดคาดไว้ 1.4 แสนตำแหน่ง) รวมถึงตัวเลขการขอเข้ารับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสำหรับสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 29 ก.ย. ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 4,000 ตำแหน่ง อยู่ที่ 3.67 แสนราย (จากที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.7 แสนราย)

ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.86 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ช่วงต้นสัปดาห์กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ย. อยู่ที่ระดับ 3.38% เมื่อเทียบกับปีก่อน (เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.89%) โดยถือเป็นระดับสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ตลาดมีความหวังลดลงเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการประชุมครั้งต่อไป วันที่ 17 ต.ค. เนื่องจากเริ่มมีเรื่องความกดดันเงินเฟ้อมาคานเอาไว้ นอกจากนี้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ยังออกมาหั่นประมาณการ GDP ของเศรษฐกิจเอเชียในปี 2555 ลงในสัปดาห์ที่แล้ว รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าปีนี้จะโตได้ 5.2% จากเดิมที่ประมาณการไว้ 5.5% ตามอุปสงค์โลกที่อ่อนแอต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นและพันธบัตร โดยดอลลาร์/บาท ณ วันศุกร์ร่วงลงไปที่ระดับ 30.53 (เวลาประมาณ 17.30 น.)

ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.2858 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศตัวเลขอัตราการว่างงานเดือน ส.ค. ของยูโรโซนที่ปรับขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 11.4% โดยมีประเทศสเปนรั้งตำแหน่งหัวแถวจากอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูงถึง 25.1% นอกจากนี้ สเปนยังได้ประกาศผลการประเมินความแข็งแกร่งของภาคสถาบันการเงินในสเปน (Stress Test) ในรอบใหม่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสเปนน่าจะต้องการเงินช่วยเหลือประมาณ 5.93 หมื่นล้านยูโร และถือว่าดีกว่าการประเมินในครั้งแรกที่บ่งชี้ตัวเลขมากถึง 6.20 หมื่นล้านยูโร ตลอดสัปดาห์เรายังไม่ได้เห็นสเปนออกมาร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเป็นทางการ แม้เผชิญกับแรงกดดันจากตลาด สะท้อนจากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น การประมูลพันธบัตรระหว่างสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องสเปนยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ที่เราอาจจะได้เห็นความคืบหน้ามากขึ้น จากการประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนในวันนี้ (8 ต.ค.) โดยยูโร/ดอลลาร์ ณ วันศุกร์ปรับขึ้นไปที่ระดับ 1.3010 (เวลาประมาณ 17.30 น.)

ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 77.89 และปรับลงไปสู่ระดับ 77.77 หลังการประกาศการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ผลิตขนาดใหญ่ (ผลสำรวจ Tankan) ออกมาหดตัว ประกอบกับปัจจัยความความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนในเรื่องข้อพิพาทเขตแดนที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ผู้ผลิตญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในประเทศจีน ทำให้นักลงทุนยังสนใจถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินเยนในช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม เงินเยนมีแนวโน้มปรับอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากข่าวดีในทางฝั่งสหรัฐประกาศออกมาเป็นระลอก ทำให้นักลงทุนลดการถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินเยนลง ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่า โดยดอลลาร์/เยน ณ วันศุกร์ ปรับสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 78.45 (เวลาประมาณ 17.30 น.)

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีปัจจัยด้านอุปทานเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากจะไม่มีการประมูลพันธบัตรไปอีก 3 สัปดาห์ รวมถึงข้อมูลการผลิตและการส่งออกของแบงก์ชาติที่ยังบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรเมื่อเห็นว่าผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วง 2 สัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 3.17% 3.31% และ 3.52% จากการเข้าซื้อของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ในสัปดาห์นี้คงต้องติดตามผลของการประกาศอัตราการว่างงานสหรัฐ สำหรับเดือน ก.ย. ที่ประกาศแล้วตั้งแต่ในวันศุกร์ แต่ประกาศออกมาในช่วงที่ตลาดไทยได้ปิดทำการไปแล้ว เราคงต้องมาดูว่าจะสามารถเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดไทยได้ยาวนานเพียงใด นอกจากนี้ ยังมีหลายปัจจัยที่น่าจับตามอง อาทิ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางเกาหลีและอินโดนีเซีย ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่งออกนำเข้า ดุลการค้า และอัตราเงินเฟ้อจากทั้งเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี รวมถึงรายงาน Beige Book ของเฟด ซึ่งจะบ่งชี้ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ จากเฟดสาขาต่างๆ

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร