
เบเยอร์หว่านพันล้านบุกตลาดหนักรอบ50ปี
สีเบเยอร์ทุ่มเกือบ 1,000 ล้านบาท ขยายกำลังผลิตเทงบตลาดสีรับเปิดเออีซี เล็งผนึกเอสซีจีตั้งโรงงานสีอินโดนีเซีย
สีเบเยอร์ทุ่มเกือบ 1,000 ล้านบาท ขยายกำลังผลิตเทงบตลาดสีรับเปิดเออีซี เล็งผนึกเอสซีจีตั้งโรงงานสีอินโดนีเซีย
นายวรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานบริหาร บริษัท เบเยอร์ ผู้ผลิตและทำตลาดสีเบเยอร์ เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนรวมเกือบ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบ 300400 ล้านบาท สำหรับสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ในบริเวณโรงงานปัจจุบัน ที่ สุขสวัสดิ์ จ.สมุทรปราการ
สำหรับโรงงานแห่ง 2 ใช้ขนาดพื้นที่ 1 หมื่น ตร.ม. เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสีน้ำมันอีก 2 เท่าตัว รองรับแผนบุกตลาดต่างประเทศ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 คาดเริ่มผลิตสินค้าได้ภายในปี 2556
นายวรวัฒน์ กล่าวว่า งบลงทุน 500 ล้านบาท จะใช้สำหรับทำตลาดครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี เพื่อสร้างแบรนด์สีเบเยอร์สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยมี เบิร์ดธงไชย แมคอินไตย์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ เชื่อมั่นว่าจะช่วยสร้างยอดขายของบริษัทให้เติบโตได้มากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังสนใจขยายตลาดสีไปต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และมัลดีฟส์ เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และยังไม่มีนวัตกรรมสินค้าสีมากนัก ซึ่งคาดว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ จะเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานในอินโดนีเซียได้ โดยเป็นการร่วมลงทุนกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี คาดว่าจะเห็นแผนการลงทุนชัดเจนในต้นปี 2556
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าในปี 2558 เมื่อมีการเปิดเออีซีแล้ว ยอดขายของบริษัทจากตลาดต่างประเทศจะอยู่ที่ 15% และในประเทศอยู่ที่ 85% จากปัจจุบันยอดขายต่างประเทศ 5% ในประเทศ 95%
ขณะที่ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 45 รายการ โดยในเดือน ก.ย.นี้ ได้เปิดตัวสีเบเยอร์ ไดมอนด์ นวัตกรรมสีแบบใหม่ ที่มีความทนทานมากสุด มีราคาแพงขึ้นกว่าสีรุ่นทั่วไป 15% ซึ่งสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีที่แล้ว และในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายเติบโต 20% ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีสัดส่วนยอดขายมาจากตลาดสีทาอาคาร 50% สีย้อมไม้ 30% ที่เหลือ 20% เป็นสีเคมีก่อสร้างและใช้ในอุตสาหกรรม
“ภาพรวมตลาดสีทาบ้านและสีทาอาคารปีนี้ มีมูลค่าประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเติบโต 510% จากปีก่อน และพบว่าในปีนี้สีทาบ้านทุกรายปรับขึ้นประมาณ 7%” นายวรวัฒน์ กล่าวเนื่องจากวัตถุดิบหลักต่างปรับขึ้นราคา และทุกรายต่างเริ่มปรับขึ้นราคามาตั้งแต่ปีก่อน







