posttoday
“กิตติรัตน์”  โกงส่งออก

“กิตติรัตน์” โกงส่งออก

26 สิงหาคม 2555

ข่าวการเงินในสัปดาห์นี้ ประเด็นพุ่งเป้าไปที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ซึ่งออกมายอมรับการตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกขยายตัว 15% ในปีนี้ทำไม่ได้จริง เหตุต้องโกหกเพื่อต้องการสร้างความเชื่อมั่น

ข่าวการเงินในสัปดาห์นี้ ประเด็นพุ่งเป้าไปที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ซึ่งออกมายอมรับการตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกขยายตัว 15% ในปีนี้ทำไม่ได้จริง เหตุต้องโกหกเพื่อต้องการสร้างความเชื่อมั่น

“ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่องที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า White Lies ที่แปลว่าโกหกสีขาว” กิตติรัตน์ กล่าว

การออกมายอมรับความจริงของ กิตติรัตน์ เป็นหัวข้อในการวิพากษ์วิจารณ์กันมากและเกรงว่าอาจจะทำให้ประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือในอนาคต

“กิตติรัตน์” ยอมรับเรื่องโกหกเกิดขึ้นภายหลังจากที่ยอมถอยลดเป้าการส่งออกเหลือ 9% แต่ก็ยังมั่นใจเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 7%

แม้ว่ารัฐบาลได้ลดเป้าหมายการส่งออกเหลือโต 9% แต่ยังว่าสูงกว่าตัวเลขที่ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐหลายแห่งคาดการณ์

สภาพัฒน์ลดเป้าส่งออกเศรษฐกิจปีนี้

ล่าสุด อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 และคาดว่าส่งออกปีนี้จะขยายตัว 7.3% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงปรับลดประมาณการอัตราเติบโตเศรษฐกิจ ปี 2555 เหลือ 5.5-6% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 5.5-6.5%

สาเหตุที่ สศช.มั่นใจว่าการส่งออกจะโตไม่ถึงเป้าหมาย 15% มาจากเศรษฐกิจโลกที่มีอัตราการขยายตัวลดลงเหลือ 3.2-3.6% จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.4-3.8% และปริมาณการค้าโลกขยายตัว 56% จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 6.1-7.1%

ขี้เหล้าขี้ยาจุกเจอโขกภาษี

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขึ้นภาษีสรรพสามิตของสุราและบุหรี่ โดยให้มีผลในวันถัดไปทันที ทำให้ราคาเหล้าขาวพุ่งขึ้นขวดละ 7 บาท สุราสี 15 บาท ส่วนบุหรี่ขึ้นซองละ 8 บาท โดยคาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังคงเดินหน้าเก็บภาษีเพิ่มเติม โดย เบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตจะเสนอ ครม.ให้แก้กฎหมายเพื่อเก็บภาษีเบียร์ ไวน์ เกมออนไลน์ปืน ที่ปัจจุบันเก็บภาษีเต็มเพดานแล้ว

สรรพสามิตจ้องรีดภาษีรถยนต์

เบญจา ยังกล่าวอีกว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 ส.ค.นี้ กรมสรรพสามิตจะพยายามเสนอการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ โดยในกรอบกว้างจะคิดอัตราภาษี ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2) เป็นหลัก

สำหรับรถยนต์นั่งจะคิดตามขนาดของเครื่องยนต์ในอัตราเดียว คือ ขนาดเครื่องต่ำกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 30% และหากเครื่องใหญ่กว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 50% โดยยกเลิกโครงสร้างภาษีที่ให้ส่วนลดภาษีรถยนต์ ที่ใช้น้ำมันเอทานอลและกำลังแรงม้า

“หากรถยนต์นั่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษี 5% แต่ถ้าปล่อยเกินกว่า 200 กรัม ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% ส่วนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 10% ก็กำลังพิจารณาว่าจะกำหนดค่า CO 2 เท่ากับรถยนต์นั่งหรือไม่ แต่ต้องมีส่วนลดภาษีแน่นอน”

“กิตติรัตน์”  โกงส่งออก

 

ไม่หวั่นรถคันแรกพุ่ง 6.5 แสนคัน

ส่วนโครงการรถคันแรก ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผยว่า จะมีผู้ใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2030% เท่านั้น หรือเพิ่มขึ้นอีก 11.5 แสนคัน จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ 5 แสนคัน เงินคืนภาษี 3 หมื่นล้านบาท เป็น 66.5 แสนคัน

ลูกหนี้ดีได้ลดดอกเบี้ย 3%

รายงานข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้สั่งการให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่เข้าร่วมโครงการพักหนี้ดี ประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ลดดอกเบี้ยลง 3% ให้ลูกหนี้ดีไม่เกิน 5 แสนบาท ที่มีสิทธิในโครงการทุกคนแบบอัตโนมัติ แม้ลูกหนี้ไม่ได้แจ้งความประสงค์ โดยจะเริ่มดำเนินการพักเงินต้นและลดดอกเบี้ยให้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้เป็นต้นไป

แบงก์แห่ขึ้นดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน

ปัจจุบันธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ซื้อบ้าน สำหรับลูกค้าที่ประสบมหาอุทกภัย โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนเต็มที่โดยคิดดอกเบี้ยเพียง 3% นานถึง 5 ปี แต่ลูกค้าสินเชื่อซื้อบ้านทั่วไปกำลังถูกลงโทษ

โดย พิกุล ศรีมหันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านในช่วงปีแรกของเงินขึ้นอีก 0.350.5% จากที่ปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยในตลาดอยู่ที่ 3% เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันระดมเงินฝากได้แล้ว

หุ้นขึ้นเก็งมาตรการกระตุ้นศก.โลก

ทางด้านตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวช่วงแคบๆ ในทิศทางขาขึ้น โดยปิดที่ระดับ 1,237.19 จุด เพิ่มขึ้น 1.09% จากสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น โดยนักลงทุนเก็งข่าวเรื่องธนาคารกลางของสหรัฐ ยุโรปและจีนจะออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งให้ค่าเงินเอเชียรวมถึงไทยแข็งขึ้น ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และราคาทองคำเพิ่มขึ้นแรงถึงวันละ 150200 บาท

นักลงทุนยังคงให้ความสนใจซื้อหุ้นสื่อสาร นำโดยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หลังมีความชัดเจนเรื่องระยะเวลาในการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี ประมาณกลางเดือน ต.ค.นี้ แต่มีแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และพลังงาน โดยเฉพาะครอบครัว ปตท.เพราะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ประกาศเลื่อนวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นกะทันหันจากกำหนดเดิมวันที่ 24 ส.ค.นี้ ทำให้นักลงทุนเกิดความแคลงใจเรื่องผลกระทบจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนล่าช้า

ขณะเดียวกันบริษัทหลายแห่งประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) จ่ายหุ้นละ 2 บาท ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) แจก 0.50 บาท และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ให้หุ้นละ 0.40 บาท ส่วน ปตท. (PTT) แจกหุ้นละ 5 บาท และบริษัท ไทยออยล์ (TOP) หุ้นเพียง 0.50 บาท น้อยกว่ากลางปีก่อนแจกหุ้นละ 1.30 บาท

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่