posttoday
เงินกู้ข้าว1.2หมื่นล้านเอื้อการเมือง

เงินกู้ข้าว1.2หมื่นล้านเอื้อการเมือง

21 สิงหาคม 2555

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

โดย...ทีมข่าวการเงิน

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ได้ลงนามอนุมัติคดีเจ้าหน้าที่ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อวงเงิน 7,500 ล้านบาท ให้กับเอกชนที่มีการใช้ตั๋วสัญญาปลอมในการสั่งซื้อข้าวจากสวิตเซอร์แลนด์มาค้ำประกัน หลังจากนี้จะส่งเรื่องให้บอร์ด ป.ป.ท.ชุดใหญ่ ก่อนจะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

พฤติกรรมที่ พ.ต.อ.ดุษฎี ระบุว่ามีการทำตั๋วสัญญาปลอมต่างประเทศสั่งซื้อข้าวไทยหลายใบไปขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์อื่นอีก 3-4 ธนาคาร เมื่อรวมมูลค่าความเสียหายแล้วประมาณกว่าหมื่นล้านบาทนั้น หากสืบเสาะลงไปแล้วย่อมหมายถึงเงินกู้พิสดารของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง แน่นอน

เพียงแต่ปัจจุบันบริษัทได้ถูกคำสั่งล้มละลายและปิดกิจการไป แต่ทว่ามีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิมหลายเท่า

โพสต์ทูเดย์จึงนำพาผู้อ่านมาติดตามซีรีส์อันน่าตื่นเต้นของกระบวนการปล่อยกู้พิสดารที่เป็นตำนานในวงการค้าข้าว...............................................

เรื่องราวฉาวโฉ่เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีคำสั่งล้มละลายและสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง และอภิชาติ จันทร์สกุลพร กรรมการผู้จัดการบริษัท ในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 18747/2552 กลายเป็นจุดจบของหนี้เน่ายักษ์ใหญ่ที่วงการธนาคารต้องจดจำไปอีกนาน

ไม่แน่ว่าสินเชื่อก้อนมหึมาที่ 9 ธนาคารร่วมกันปล่อยกู้ไปนั้นจะถูกบรรจุไว้ในบทหนึ่งของตำรา “หนี้เน่าเพราะสนองนโยบายฝ่ายการเมือง” ก็เป็นไปได้

เพราะระยะเวลาที่ปล่อยกู้ออกไป กับระยะเวลาในการ “ชักดาบ” จนมูลหนี้ก้อนใหญ่กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท หายจ๋อมไปต่อหน้าต่อตาจนตามหนี้คืนไม่ได้นั้นถือว่าสั้นแสนสั้น

เงินกู้ข้าว1.2หมื่นล้านเอื้อการเมือง

 

ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยธนาคาร ทหารไทย เอชเอสบีซี เจ้าหนี้ต่างพากันฟ้องร้องเรียกหนี้คืน แต่ดูเหมือนจะไร้ผล

ขณะที่กฎหมายก็ทำอะไรผู้บริหารไม่ได้ ปัจจุบันก็ยังลอยนวล ไปตั้งบริษัทใหม่ โดยมีธนาคารรัฐขนาดใหญ่ชื่อ “กรุงไทย” คอยหนุนหลัง

15 ปีเศษที่บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ คร่ำหวอดในวงการค้าข้าวมานาน และสั่งสมชื่อเสียงจนเป็นบริษัทค้าข้าวอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ขณะที่อภิชาติก็ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ หากแต่อยู่ในธุรกิจนี้มากว่า 3 ทศวรรษ มีคอนเนกชันกับนักการเมืองแทบทุกพรรค รู้จักมักคุ้นกับตระกูลภัทรประสิทธิ์

แนบแน่นกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ขนาดเคยลงทุนค้าข้าวร่วมกันในบริษัท ขจรราษฎร์ (เลิกกิจการปี 2531)

จุดเปลี่ยนที่ทำให้พ่อค้าข้าวผงาดขึ้นเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ เมื่อนายกรัฐมนตรีโคจรมาพบกับพ่อค้าข้าว ในการขายข้าวล็อตใหญ่ 5 แสนตัน ให้กับองค์กรสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก)

จุดนี้เองกลายเป็นโอกาสทองทางธุรกิจ และกลายเป็นสปริงบอร์ดให้กับเพรซิเดนท์ อะกริฯ ในชั่วข้ามคืน

“ข้าวที่ขายให้กับบูล็อก 5 แสนตัน ถ้าไม่มีนายกฯ ทักษิณ ผมขายไม่ได้ เพราะอินโดนีเซียซื้อแบบรัฐบาลกับรัฐบาลเท่านั้น” อภิชาติเคยบอกเล่าถึงบุญคุณที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอื้ออาทรเขาในช่วงปี 2547

หลังจากนั้นสายสัมพันธ์ได้เชื่อมต่อไปยัง วัฒนา เมืองสุข ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงแค่รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และกินยาวไปจนถึงวันที่วัฒนาได้นั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์

สายใยสัมพันธ์นี้ได้เอื้อประโยชน์ไปถึงการประมูลข้าวล็อตใหญ่ 1.78 ล้านตันของกระทรวงพาณิชย์ ที่บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ ได้รับไปเพียงรายเดียว

จนทำให้เกิดความพยายามที่จะตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล

คล้อยหลังจากนั้น 2 เดือนต่อมา อภิชาติได้บริจาคเงินสนับสนุนให้พรรคไทยรักไทย 2 ล้านบาท

ในช่วงนี้เองที่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพรซิเดนท์ อะกริฯ เมื่อกลุ่มสหพัฒน์ ที่ถือหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ ได้แยกทางเดินกับอภิชาติ โดยขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ 51% ทิ้ง เสมือนกับว่าไม่ต้องการชักศึกเข้าบ้าน

เพราะนับวันเพรซิเดนท์ อะกริฯ ในมือของอภิชาติได้ก่อให้เกิดข้อครหามากมาย จนคนในตระกูลโชควัฒนาไม่สบายใจ

แต่ปัญหาที่น่าคิดก็คือ บริษัทที่เข้ามาซื้อหุ้นต่อจากกลุ่มสหพัฒน์ คือ บริษัท จัสมิน เซอร์เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทเล็กๆ ที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น แต่เอาเงินกว่า 300 ล้านบาทมาซื้อหุ้นได้อย่างไร

ทว่า หากตรวจสอบไปถึงสำนักงานใหญ่ของบริษัท จัสมินฯ ที่ตั้งอยู่ที่ 197/8 หมู่ 5 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. ก็จะพบเห็นแสงประหลาด

หนึ่ง บริษัท จัสมินฯ เป็นร้านค้าข้าวเล็กๆ

สอง ยังมีบริษัทที่จดทะเบียนในบ้านเลขที่นี้อีก 2 บริษัท คือ หจก.สมนสิทธิ์เทรดดิ้ง ทำธุรกิจรับเหมา

และบริษัท รัตนสิน แมชชินเนอรี่ ขายเครื่องจักร

สาม หากสอบถามพนักงานภายในร้านขายข้าวไม่มีใครรู้จักกรรมการบริษัท จัสมินฯ แม้แต่คนเดียว

ใครหลายคนในวงการป้องปากกระซิบเบาๆ ว่า จัสมินฯ อาจเป็นนอมินีของ “เจ๊ใหญ่” คนดังผู้ชอบอยู่เบื้องหลังและยิ่งใหญ่ในวงการเมืองก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงสูงสุดของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ ในยุครัฐบาลทักษิณนั้น ได้รวมข้าวที่บริษัทสามารถประมูลได้ทั้งสิ้น 3.6 ล้านตัน ท่ามกลางเสียงอื้อฉาวว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างอื้อซ่า

ต่อมาเมื่อวัฒนาย้ายมาเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ ได้ติดตามรัฐมนตรีมาถึงกระทรวง โดยเฉพาะในโครงการบ้านเอื้ออาทร

ความมาแตกหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชุด แก้วสรร อติโพธิ กรรมการและเลขานุการ คตส. ออกมาแฉว่าพบหลักฐานสำคัญที่จะมัดวัฒนาครั้งเมื่อยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ พบว่ามีส่วนพัวพันรับเงินใต้โต๊ะ 82 ล้านบาท จากบริษัท พาสทิญ่า ไทย หนึ่งในบริษัทที่ได้รับสิทธิดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร และเส้นทางการเงินนั้นยังโยงใยไปถึงบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ

หลักฐานที่ว่าคือ ชาฮ์นน บินยาขอบ อนุมัติเช็คเงินสดธนาคารกรุงเทพ สาขารัตนาธิเบศร์ ชื่อบัญชี บริษัท พาสทิญ่า ไทย จำนวน 11 ฉบับ เป็นเงิน 18.75 ล้านบาท เข้าบัญชีคนขับรถของอภิชาติ

และยังมีเช็คเงินสดอีก 34 ฉบับ จำนวน 63.85 ล้านบาท เข้าบัญชี รุ่งเรือง ขุนปัญญา ซึ่งเป็นพนักงานแม่บ้านของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ

ต่อมาก็โอนต่อไปยังบัญชีของ กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงานพิมพ์ดีดของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ อีกทอดหนึ่ง

เมื่อเจาะธุรกรรมปริศนาจะพบว่า บริษัท พาสทิญ่า ไทย เป็นหนึ่งในจำนวนผู้ได้รับสิทธิดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร และหลักฐานโยงใยไปถึงบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ ท่ามกลางข่าวการจ่ายสินบน 82 ล้านบาท ให้กับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับโครงการบ้านเอื้ออาทร

นี่คือชีวิตที่ผันแปรตามกระแสการเมืองของพ่อค้าส่งออกข้าวรายใหญ่ที่ยังลอยนวล

ขณะที่หนี้กู้ก้อนมหึมา 1.2 หมื่นล้านบาท จาก 9 ธนาคาร ก็ไร้ความหมาย

เพราะหลังปี 2549 บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ ไม่มีเงินหมุนเวียนมาชำระหนี้ และต้องปิดกิจการลง และเมื่อธนาคารเจ้าหนี้ทั้ง 9 แห่งเข้าไปตรวจสอบบัญชีก็อึ้งกิมกี่ เพราะต่างก็พบปัญหาในเวลาไล่เลี่ยเหมือนกัน คือ ข้าวในสต๊อกของกลุ่มเพรซิเดนท์ฯ หายเกลี้ยงเป็นล้านตัน

และเป็นที่น่าสงสัยว่ากลุ่มเพรซิเดนท์ฯ จะมีการอุปโลกน์บริษัทหนึ่งขึ้นมาเพื่อยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้การค้า

ชื่อบริษัท สยาม อินดิก้า โผล่พรวดขึ้นมาอย่างน่าสนใจ

บริษัท สยาม อินดิก้า แห่งนี้มีข้าวอยู่ในสต๊อก ทั้งที่เป็นบริษัทที่มีอายุไม่มาก ไม่เป็นที่รู้จักในวงการ

ขณะที่บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ กลายเป็นหนี้เน่า บริษัท สยาม อินดิก้า ที่มีอภิชาติยืนผงาดอยู่ข้างหลัง คอยชักใยอย่างเต็มกำลัง ยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทยก้อนเบ้อเริ่ม 2,000 ล้านบาท และธนาคารกรุงไทยก็ปล่อยกู้ให้

ทั้งๆ ที่บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ นั้นเป็นลูกหนี้มีปัญหาของธนาคารกรุงไทย และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งกำลังฟ้องร้องดำเนินคดี จนเป็นที่ร่ำลือไปทั้งวงการ

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร