
อภิปรายงบประมาณ 2556 "กรณ์" ถาม "กิตติรัตน์" ไม่ตอบ
วันแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ระหว่างวันที่ 1517 ส.ค.นี้ บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างเรียบง่าย ผู้ที่อภิปรายได้เนื้อหนังมากที่สุด เห็นจะเป็น กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง ที่ลุกขึ้นอภิปรายงบประมาณเป็นคนแรก
วันแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ระหว่างวันที่ 1517 ส.ค.นี้ บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างเรียบง่าย ผู้ที่อภิปรายได้เนื้อหนังมากที่สุด เห็นจะเป็น กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง ที่ลุกขึ้นอภิปรายงบประมาณเป็นคนแรก
กรณ์ เปิดฉากด้วยการวาดภาพรวมของงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2556 ว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ 2.45 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และรัฐบาลตั้งประมาณการรายได้ 2.1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นงบขาดดุล 3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะต้องกู้ส่วนที่ขาดมาใช้
สิ่งที่ทุกฝ่ายมีความกังวลกับนโยบายรัฐบาล คือ การตั้งงบใช้จ่ายสูงมหาศาลนี้ จะทำให้หนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงขึ้น จากปัจจุบันที่มีหนี้อยู่ที่ระดับ 42% อาจจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้ หากภาวะเศรษฐกิจโลกมีปัญหา
“ขณะนี้เกิดภาพลวงตาขึ้น ดอกเบี้ยในตลาดโลกต่ำอยู่ที่ 4% เอื้อให้รัฐบาลกู้เงิน แต่สหรัฐอเมริกาพิมพ์ธนบัตรออกมากระตุ้นเศรษฐกิจตัวเอง ทำให้เศรษฐกิจดูดี แต่หากเศรษฐกิจโลกฟื้นดอกเบี้ยตีกลับไปที่ 6% สัดส่วนหนี้จะกลับทางและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก” กรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ทางด้านการหารายได้ 2.1 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะนำมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากการเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่ม หรือกู้เงินเพิ่ม สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทบทวนดูว่าได้ใช้เงินงบประมาณไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าหรือไม่ ใช้ไปทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือไม่
รัฐบาลได้สร้างความยุติธรรมในระบบภาษีหรือไม่ รัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% ทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลหายไป 1.5 แสนล้านบาท เป็นการลดภาษีเพื่อช่วยคนรวยใช่หรือไม่ กรมสรรพากรเองก็จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าในเดือน มิ.ย. การเพิ่มภาษีจะไปเก็บจากไหน ถ้าไม่ใช่เอสเอ็มอี หรือประชาชนทั่วไป
อดีต รมว.คลัง อภิปรายต่อไปว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่รัฐบาลใช้เงินงบประมาณมากที่สุด รัฐบาลยืนยันว่าโครงการนี้มีผลต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร แต่การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญพบว่างบประมาณที่ใช้ไปทุก 100 บาท เงินถึงมือชาวนาเพียง 30 บาท หากเทียบกับโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่กำหนดราคาข้าว และหากราคาข้าวต่ำกว่าราคาตลาด รัฐบาลจึงจะจ่ายเงินส่วนต่างให้กับชาวนาโดยตรง เงินถึงมือชาวนาครบถ้วนและใช้เม็ดเงินในการช่วยเหลือชาวนาน้อยกว่ามาก
“หากรัฐบาลใช้ระบบประกันรายได้ ใช้เงินเท่ากับการรับจำนำข้าว 2.6 แสนล้านบาท จะสามารถดูแลชาวนาได้ถึง 1.7 ล้านคน สูงกว่าที่ทำอยู่ถึง 3 เท่า” กรณ์ กล่าว
นอกจากนั้น กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เคยกล่าวเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2554 ว่า การประกันราคาข้าวอาจจะไม่เหมือนโครงการประกันราคาข้าว แต่ก็ทำให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นและยืนยันว่าจะไม่มีการทุจริตแน่นอน
ต่อมาวันที่ 10 ส.ค. 2555 รมว.คลัง ก็ได้กล่าวต่อสื่อว่า เชื่อว่าการจำนำข้าวยังมีการทุจริตอีกหลายจุด รัฐบาลไม่เคยบอกว่าโครงการนี้ไม่มีการทุจริต
“สิ่งที่ประหลาดก็คือ ในปีงบประมาณ 2556 กระทรวงพาณิชย์ขอเพิ่มงบประมาณจำนำราคาข้าวเป็น 2.6 แสนล้านบาท เท่ากับคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายเงินประกันราคาในปี 2555 และที่น่าห่วงคือ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประมาณการว่า ปีนี้จะมีข้าวเพิ่มอีก 4 ล้านตัน ถ้ามีข้าวปริมาณขนาดนี้งบที่ขอก็คงไม่พอ” กรณ์ กล่าว
สำหรับนโยบายรถคันแรก ก็เป็นนโยบายที่ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรกับผู้ประกอบการโดยรวม นอกจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีอัตราการขยายตัวสูงอยู่แล้ว เพราะความต้องการในตลาดโลกยังเพิ่ม ทำให้การส่งออกอุตสาหกรรมรถยนต์ชิ้นส่วนใน 6 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 20% ในขณะที่การส่งออกในภาพรวมติดลบ 4% อุตสาหกรรมการเกษตรส่งออกติดลบ 40% รัฐบาลได้นำเอาเงินงบประมาณไปใช้อุ้มอุตสาหกรรมที่ดีอยู่แล้ว แต่อุตสาหกรรมที่แย่ เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมอาหาร รัฐบาลกลับไม่ได้ช่วยเหลือเท่าที่ควร
กรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือรัฐบาลได้ใช้เงินนอกงบประมาณเพิ่มขึ้นมาก มีการขอออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยขอให้อนุมัติด่วนเพื่อที่จะแก้ไขน้ำท่วม จะต้องใช้เงินอย่างรวดเร็ว แต่จนถึงขณะนี้เพิ่งจัดสรรงบไปได้เพียง 1 หมื่นล้านบาท แต่ใช้ไปแค่ 1,000 กว่าล้านบาท ได้กำหนดไว้ว่าจะใช้เงินภายในปี 2556
แต่เมื่อยังไม่ได้เบิกจ่ายออกไป สุดท้ายกลายเป็นภาระต้องตั้งงบประมาณต้องตั้งไปจ่ายดอกเบี้ยปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้เลยว่างบประมาณจำนวนนี้จะเอาไปทำโครงการอะไรบ้าง ไม่มีใครรู้ใครเห็น เพราะไม่ได้บรรจุมาใช้ในงบประมาณปี 2556 ซึ่งจะต้องแจกแจงรายละเอียดว่าจะลงทุนโครงการใด อย่างไร
“สิ่งที่ผมอยากถามข้าราชการกระทรวงการคลังก็คือ ท่านสาบานว่าจะรักษาวินัยทางการคลัง แต่สิ่งที่ทำอยู่นี้ผิดหลักการ แล้วทำไมข้าราชการเงียบเป็นเป่าสาก ขอให้ข้าราชการกระทรวงการคลังไปดูว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองหรือยัง” กรณ์ กล่าว
อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า รองนายกฯ และ รมว.คลัง อย่าลาออก แต่ขอให้กลับไปทบทวนนโยบายของรัฐบาลว่าท่านได้ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ นโยบายใดที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวมก็ขอให้กลับไปปรับเปลี่ยนเสียใหม่
ภายหลังจาก กรณ์ อภิปรายงบประมาณจบ กิตติรัตน์ก็ขอใช้สิทธิลุกขึ้นตอบคำถามของฝ่ายค้านว่า ยอมรับว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่กำหนดไว้ 2.4 ล้านล้านบาท นั้นสูงที่สุดในประวัติศาสตร์จริง และรัฐบาลก็จะใช้จ่ายเพิ่มเท่าที่จำเป็น
สำหรับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับภาคเอกชนนั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้ช่วยคนรวย แต่ทำให้โครงสร้างภาษีเท่าเทียมประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่เก็บภาษีเพียง 17% มาเลเซียก็เก็บอยู่ 25% ถ้าเรามีภาษีที่สูงกว่านักลงทุนต่างชาติก็จะไปลงทุนที่อื่น ไม่ลงทุนในไทยเพราะมีต้นทุนสูงกว่า
ส่วนการที่ฝ่ายค้านสงสัยประเด็นเรื่องการตั้งงบประมาณชำระหนี้นั้น ฝ่ายค้านคงเข้าใจผิด เพราะในงบประมาณปี 2556 นั้น ได้ตั้งงบชำระหนี้ไว้ 1.17 แสนล้านบาท ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคิดเป็น 7.41% เป็นการจ่ายดอกเบี้ย 1.29 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็นการชำระเงินต้น
และจากการบริหารจัดการหนี้ที่ดี ทำให้ลดภาระดอกเบี้ยที่จะต้องตั้งงบประมาณไปใช้จ่ายดอกเบี้ยให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ก็ไม่ต้องจ่ายแล้ว
รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่า หนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ประเทศไทยจะไม่ขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง
ส่วนการเสนอ พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทนั้น จะมีการนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอภิปรายโดยละเอียด จึงไม่ใช่วิธีการซุกหนี้นอกงบประมาณตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด







