
บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) กับการลงทุน
ข่าวใหญ่ทางการเงินข่าวหนึ่งเมื่อวาน ก็คือ ข่าว “สำนักงานบริการการเงิน (ดีเอฟเอส) ของมลรัฐนิวยอร์ก ขู่ถอนใบอนุญาตสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด จากข้อกล่าวหาซ่อนธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับอิหร่านมูลค่าถึง 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นการละเมิดมาตรการลงโทษคว่ำบาตรเตหะรานของทางการสหรัฐ แม้ทางสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจะปฏิเสธพร้อมท้าพิสูจน์ข้อกล่าวหา แต่ข่าวนี้ทำให้ราคาหุ้นของสแตนชาร์ตร่วงลงเกือบ 15% ในการซื้อขายที่ตลาดฮ่องกงวันอังคารและหล่นวูบร่วม 24% ในระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันเดียวกันที่ตลาดลอนดอน
ข่าวใหญ่ทางการเงินข่าวหนึ่งเมื่อวาน ก็คือ ข่าว “สำนักงานบริการการเงิน (ดีเอฟเอส) ของมลรัฐนิวยอร์ก ขู่ถอนใบอนุญาตสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด จากข้อกล่าวหาซ่อนธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับอิหร่านมูลค่าถึง 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นการละเมิดมาตรการลงโทษคว่ำบาตรเตหะรานของทางการสหรัฐ แม้ทางสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจะปฏิเสธพร้อมท้าพิสูจน์ข้อกล่าวหา แต่ข่าวนี้ทำให้ราคาหุ้นของสแตนชาร์ตร่วงลงเกือบ 15% ในการซื้อขายที่ตลาดฮ่องกงวันอังคารและหล่นวูบร่วม 24% ในระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันเดียวกันที่ตลาดลอนดอน
ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวเกี่ยวกับบรรษัทภิบาลของสถาบันการเงินชั้นนำครั้งแรก เพราะว่าไปแล้วสถาบันการเงินรายแรกที่ถูกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐดำเนินการตรวจสอบในปีนี้ คือ บาร์เคลย์ส ที่ได้ตกลงจ่ายค่ายอมความ 453 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แก่ผู้คุมกฎสหรัฐและอังกฤษจากกรณีการปั่นดอกเบี้ยไลบอร์ รายที่สอง กรณีคณะกรรมาธิการ ของวุฒิสภาอเมริกันออกรายงานวิจารณ์เอชเอสบีซี โฮลดิงส์ กรณีมีพฤติกรรมการฟอกเงิน กรณีของสแตนชาร์ตนับเป็นแห่งที่ 3
หากมองไปในอดีตก็มีหลายกรณี เช่น ENRON WORLDCOM TYCO IMCLONE GLOBAL CROSSING ADELPHIA ฯลฯ ที่ล้วนประสบปัญหาธุรกิจ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งจากการขาดบรรษัทภิบาลที่ดีเช่นกัน กรณีดังกล่าวนี้คงทำให้นักลงทุนยังขาดความเชื่อถือต่อหลักบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่สหรัฐอเมริกายึดถือพร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกยึดแนวปฏิบัติในเรื่องของบรรษัทภิบาลมาโดยตลอด
ในฐานะนักลงทุนสิ่งที่นักลงทุนต้องการอันดับแรกย่อมไม่พ้นผลตอบแทน แต่เราลองคิดดู หากกิจการที่เราลงทุนแม้ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยที่เราไม่ทราบว่าผลตอบแทนที่ดีนั้นเกิดจากอะไร กิจการที่ดำเนินการอยู่ถูกต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีจริยธรรม ตรวจสอบได้ และมุ่งเพิ่มคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นหรือไม่ งบการเงินที่เราอ่านเชื่อถือได้หรือไม่ แน่นอนการลงทุนในกิจการเหล่านั้น ก็เหมือนกับการลงทุนในระเบิดดีๆ นี่เอง ซึ่งไม่รู้ว่าจะระเบิดเมื่อไหร่ และเมื่อระเบิดแล้วผลเสียหายจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด อาจถึงขั้นล้มละลายอย่างกรณีของ Enron หรือ Worldcom ก็เป็นได้ พอดีกับข่าวในประเทศไทยบนสื่อหลายฉบับเมื่อวานที่ว่า “จับตา 80 บจ.ส่อขาดซีจี สมาคมผู้ลงทุนชี้พบรายการเกี่ยวโยงอนุมัติรายการไม่เหมาะสม” โดยมีรายละเอียดของข่าวว่า “สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยจับตา 80 บจ. หลังพบรายการเกี่ยวโยง ขณะที่บอร์ดอนุมัติรายการไม่เหมาะสม เล็งบุกพบกรรมการตรวจสอบ เค้นข้อมูล 20 บริษัท ชี้หากพบความผิดปกติเตรียมส่งต่อตลาดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบทันที เผยผลประเมินการจัดประชุมสามัญ ปี 2555 ภาพรวมน่าพอใจ” คงทำให้นักลงทุนหลายรายกังวลว่า กิจการที่เราลงทุนอยู่ในข่ายนี้หรือไม่ เพราะถ้าใช่ ก็อาจมีผลต่อราคาหุ้นก็ได้
นอกจากนี้เคยมีคนรวบรวมสถิติเอาไว้ และพบว่าบริษัทที่มีธรรมาภิบาลดีมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะปานกลาง (พิจารณาเฉพาะ CG กับราคาหุ้นเท่านั้น ไม่ได้นำปัจจัยอื่นมาร่วมพิจารณา) และนอกจากเรื่องผลตอบแทนที่ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราได้เมื่อลงทุนในกิจการที่ดี ก็คือ ความสบายใจและการตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดีถึงแม้บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีน่าจะมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีและราคาหุ้นน่าจะดีไปด้วย แต่ในทางกลับกันหากเราเห็นราคาหุ้นของบริษัทไหนดี ก็อย่ารีบไปสรุปว่าบริษัทนั้นมีบรรษัทภิบาลที่ดี
แต่เราจะสามารถทราบได้อย่างไรว่า บริษัทจดทะเบียนไหนที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี จริงๆ แล้วประเทศไทยได้เริ่มรณรงค์เรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาตั้งแต่ปี 2545 มีการจัดตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาลแห่งชาติ และตลาดหลักทรัพย์ก็ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทต้องเปิดเผยการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี 15 ข้อ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2545 เป็นต้นไป และยังจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Center) ในเดือน ก.ค. 2545 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการกำกับ ดูแลกิจการให้แก่กรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนปัจจุบัน รวมทั้งบริษัทที่อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อเข้าจดทะเบียน
นอกจากนี้ ยังมีสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ที่คอยทำการสำรวจการการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยเป็นประจำทุกปีด้วย โดยผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยประจำปี 2554
(Corporate Governance Report of Thai Listed Companies 2011) เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2554 ออกมาว่า แม้ปีนี้จะมีการปรับหลักเกณฑ์ให้คะแนนการกำกับดูแลกิจการให้เข้มขึ้น แต่บริษัทจดทะเบียนในไทยก็ได้คะแนนด้านการกำกับดูแลกิจการเฉลี่ยอย่างน่าพอใจ จากการสำรวจ บจ. ทั้งหมด 497 บริษัท คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 77%์ ตามเกณฑ์ถือว่าอยู่ในระดับดี หากต้องการทราบรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีดูได้ที่เว็บไซต์บรรษัทภิบาลแห่งชาติ(www.cgthailand.org/ SetCG/index.html) ก่อนการลงทุนครั้งต่อไป เวลาดูปัจจัยพื้นฐานอย่าลืมดูบรรษัทภิบาลนะครับ







