posttoday
ก๊าซหุงต้มจ่อขึ้น-ปาล์มขาดตลาด

ก๊าซหุงต้มจ่อขึ้น-ปาล์มขาดตลาด

15 กรกฎาคม 2555

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นที่ต้องจับตามองเป็นเรื่องแนวโน้มการปรับราคาก๊าซหุงต้มขึ้นอีกถังละ 100 บาท โดยนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า มีแผนจะกำหนดราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้เป็นราคาเดียวตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. ทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่ง โดยจะลอยตัวสะท้อนต้นทุนแท้จริงแบบทยอยขึ้น

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นที่ต้องจับตามองเป็นเรื่องแนวโน้มการปรับราคาก๊าซหุงต้มขึ้นอีกถังละ 100 บาท โดยนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า มีแผนจะกำหนดราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้เป็นราคาเดียวตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. ทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่ง โดยจะลอยตัวสะท้อนต้นทุนแท้จริงแบบทยอยขึ้น

ทั้งนี้ จากแนวคิดดังกล่าวจะทำให้ก๊าซแอลพีจีแต่ละกลุ่มขึ้นราคาเท่าไหร่ ต้องดูราคาก๊าซในตลาดโลกช่วงนั้น ถ้าเทียบกับราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมที่ปรับราคาสะท้อนต้นทุนไปแล้วอยู่ที่ 24.86 บาท/กก. ก็เท่ากับว่าราคาแอลพีจีครัวเรือน 18.13 บาท/กก. จะต้องขึ้นอีก 67 บาท/กก. โดยราคาดังกล่าวเป็นราคาหน้าโรงกลั่นที่นำเอาราคาแอลพีจีในประเทศมาหารเฉลี่ยด้วย

ดังนั้น เมื่อคิดเป็นขนาดถังก๊าซแอลพีจีใช้ตามบ้านขนาด 15 กก. เท่ากับว่าจะมีการปรับขึ้นถังละ 90-105 บาท โดยก่อนจะขึ้นราคาต้องนำเข้าหารือในที่ประชุมกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ส่วนก๊าซเอ็นจีวีจะลอยตัวเช่นกัน โดยจะมีมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อยที่โดนผลกระทบ

ขณะที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ยังคงพยายามตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เพื่อลดผลกระทบกับภาคขนส่งสินค้าต่างๆ และบรรเทาไม่ให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับสูงขึ้น จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากดีเซลลง 50 สต./ลิตร จากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ 2 บาท/ลิตร เหลือ 1.50 บาท

การปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ จากดีเซลลงครั้งนี้ เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร แต่จะทำให้รายได้กองทุนน้ำมันฯ ลดลงจากเดิมวันละ 177 ล้านบาท เหลือ 148 ล้านบาท/วัน โดยฐานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบอยู่ 1.7 หมื่นล้านบาท

สำหรับนโยบายบัตรเครดิตพลังงานนั้น จะทบทวนสิทธิประโยชน์และขยายประเภทผู้มีสิทธิใช้บัตรให้มากขึ้น เช่น รถโดยสาร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถวสาธารณะ เป็นต้น เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้บัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันจะประสานกับธนาคารรัฐให้เข้ามารับหน้าที่ออกบัตรและบริหารจัดการทั้งหมด จากเดิมที่เป็นบริษัท ปตท. คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน ส.ค.นี้

เล็งนำเข้าแก้น้ำมันปาล์มขาดตลาด

ทางด้านประเด็นเรื่องน้ำมันปาล์มขาดตลาด ได้ถูกพูดถึงตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ โดยรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันปาล์มขวดตามห้างสรรพสินค้าและท้องตลาดทั่วไปเริ่มประสบปัญหาปริมาณตึงตัว โดยในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ พบว่า มีน้ำมันปาล์มบรรจุขวดขายน้อยลง จากปกติมีจำหน่ายอยู่ 3-4 ยี่ห้อ ลดเหลือเพียง 12 ยี่ห้อ

นอกจากนี้ ยังจำหน่ายในราคาเพดานสูงสุด ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ คือ ไม่เกินขวดละ 42 บาท ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ห้างมักจัดโปรโมชันขายเพียงขวดละ 39-40 บาทเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ตามร้านค้าปลีกในตลาดสด พบว่าประสบปัญหาน้ำมันปาล์มตึงตัวมา 12 เดือนแล้ว และยังมีต้นทุนราคาส่งที่แพงกว่าปกติ หลังจากผู้ค้าส่งยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ปรับขึ้นราคาขายส่งน้ำมันปาล์มขวดเป็น 42 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกสูงกว่าราคาควบคุมโดยอยู่ที่ 45 บาท

ขณะที่ร้านค้าอีกหลายแห่งได้เลิกขายน้ำมันปาล์มขวดชั่วคราว และหันมาขายน้ำมันปาล์มถุงแทน เนื่องจากต้นทุนราคาขายถูกกว่าและขายได้ตามราคาเพดานที่ 42 บาท ซึ่งหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจทำให้น้ำมันปาล์มขวดขาดแคลนได้

ทั้งนี้ หลังจากเกิดประเด็นน้ำมันปาล์มขาดแคลน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานให้พิจารณานำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศเพิ่มอีก 1 หมื่นตัน จากโควตาที่อนุมัติไว้ช่วงต้นปี 4 หมื่นตัน ที่ผ่านมานำเข้าแค่ 1 หมื่นตัน ยังเหลือโควตาอีก 3 หมื่นตัน เพื่อแก้ปัญหาสต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศลดต่ำมาก

พาณิชย์ยืนเป้าเพิ่มส่งออก 15%

ทางด้านสถานการณ์การส่งออกในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันเป้าหมายการส่งออกปีมังกรที่ 15% โดยนายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ กล่าวหลังประชุมมาตรการกระตุ้นส่งออกช่วงครึ่งปีหลังว่า การส่งออกสินค้าไทยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 คาดจะขยายตัวได้ 10% ขึ้นไป หรือใกล้เคียงกับเป้าหมายที่จะผลักดันการส่งออกในภาพรวมปีนี้ให้ได้ 15% ซึ่งหลายฝ่ายจะประเมินการผลักดันส่งออก 15% เป็นไปได้ยาก

ดันสร้างทางรถไฟฉะเชิงเทราแก่งคอย

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการใหม่ๆ หลายโครงการ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออกช่วงฉะเชิงเทรา–คลองสิบเก้า–แก่งคอย พร้อมก่อสร้างทางคู่เลี่ยงเมืองจำนวน 3 แห่ง ที่ชุมทางฉะเชิงเทรา ชุมทางแก่งคอย และชุมทางบ้านภาชี (สัญญาที่ 1) ในวงเงิน 10,636 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 36 เดือน ตั้งแต่ปีงบ 2556-2559

นอกจากนี้ กรมทางหลวง (ทล.) ได้เสนอให้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง มูลค่ารวม 114,286 ล้านบาท คือ เส้นทางบางปะอินสระบุรีนครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงิน 68,780 ล้านบาท และเส้นทางบางใหญ่นครปฐมกาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. วงเงิน 45,506 ล้านบาท อีกทั้งยังเห็นชอบให้ ร.ฟ.ท.ก่อสร้างทางรถไฟและอุโมงค์รถไฟบริเวณเขาพระพุทธฉาย (สัญญาที่ 2) ในวงเงิน 712 ล้านบาท

อีกหนึ่งกระแสข่าวที่ต้องจับตามองเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมที่ระบุว่า การสรรหาผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีความเป็นไปได้ว่า นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่ลาออกจากกรรมการผู้ช่วย รมว.คมนาคม ถือว่ามีโอกาสมากที่สุด เพราะเป็นคนของพรรคเพื่อไทย แม้จะอยู่คนละกลุ่มกับ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม ที่กำกับ ร.ฟ.ท.ก็ตาม แต่ติดต่อโดยตรงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ ซึ่งคนใน ร.ฟ.ท.ที่มีโอกาสมากที่สุดคือ นายภากรณ์ ตั้งเจตสกาว รองผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. โดยหากการสรรหายังไม่ได้ข้อยุติก่อนวันที่ 21 ก.ค.นี้ จะเสนอให้บอร์ด ร.ฟ.ท.พิจารณาแต่งตั้ง ผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่รักษาการซึ่งมี 2 ทางเลือก คือ 1. แต่งตั้งรองผู้ว่าการร.ฟ.ท. อีก 2 คน ที่เหลือที่ไม่ได้เข้ารับการสรรหาขึ้นรักษาการ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่