
ฟิลลิปหวั่นศก.โลกวิกฤต
แนะจับตาเลือกตั้งกรีซสเปนกรุงศรีชูไทยปึ้กส่งทริกเกอร์ลุย
แนะจับตาเลือกตั้งกรีซสเปนกรุงศรีชูไทยปึ้กส่งทริกเกอร์ลุย
ฟิลลิปแนะจับตาผลเลือกตั้งกรีซ อุ้มแบงก์สเปนหวั่นฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเกินคาด “กรุงศรี” ออกทาร์เก็ตฟันด์ ซื้อหุ้นไทย
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงยังมีความเสี่ยงจากผลการเลือกตั้งของกรีซและการช่วยเหลือภาคธนาคารของสเปน ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่หากภาพดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นชัดเจน ราคาสินทรัพย์เสี่ยงอาจจะฟื้นตัวได้
“สัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นปรับตัวขึ้นบนความคาดหวังของนักลงทุนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป รวมถึงที่ผ่านมาราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ตอบรับข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว แต่สถานการณ์ยังมีโอกาสเลวร้ายจนเป็นวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง จึงต้องระมัดระวังความผันผวนของราคาสินทรัพย์เสี่ยง เพราะการฟื้นขึ้นมายังเปราะบาง” นายสานุพงศ์ กล่าว
นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี เปิดเผยว่า บริษัทจะเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีอิควิตี้ 8% ทาร์เก็ต (KFEQ8) ซึ่งบริหารจัดการแบบเชิงรุกโดยคัดเลือกหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเน้นหุ้นที่จ่ายปันผลดีหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก
กองทุนตั้งเป้าผลตอบแทนเมื่อหน่วยลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 8% ขึ้นไป หรือมูลค่าหน่วยลงทุนเท่ากับหรือมากกว่า 10.91 บาทต่อหน่วย ต่อเนื่องกัน 5 วันทำการ โดยกองทุนจะเสนอขายวันที่ 1420 มิ.ย. 2555 ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท
“การปรับตัวลงของดัชนีหุ้นไทยเป็นโอกาสดีสำหรับการลงทุน ซึ่งโอกาสที่ดัชนีจะกลับไปยืนที่ 1,250 จุด มีความเป็นไปได้ภายในปลายปีนี้ แม้ว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก” นายฉัตรพี กล่าว
สำหรับแนวโน้มในระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นจากหลายปัจจัยสนับสนุน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียที่มีแนวโน้มสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เศรษฐกิจไทยก็แข็งแกร่ง นักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโต 5.75% ในปีนี้ และ 7.78% ในปี 2556 ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยก็มีแนวโน้มเติบโตดีในระดับต้นๆ ของภูมิภาค และที่สำคัญราคาหุ้นไทยมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) กว่า 11 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 12 เดือนข้างหน้า







