
ท่องเที่ยวไทยเจ๊งหมื่นล้านบาท
การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. นี้เป็นต้นไป ได้สร้างความหวาดหวั่นต่อนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างมาก โดยนักท่องเที่ยวในตลาดอ่อนไหว อย่าง จีน เกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการเพิ่มจำนวนและรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ต่างเริ่มทยอยชะลอหรือยกเลิกการเดินทางเข้ามาไทยอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดรัฐบาลฮ่องกงออกประกาศ ทราเวล วอนนิง ระดับสูงสุด ห้ามบริษัททัวร์ กลุ่มการจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) ชาวฮ่องกง เดินทางเข้ามาประเทศไทยอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 1117 มี.ค.นี้ ทำให้นักท่องเที่ยวฮ่องกงหายจากตลาด 100%
อัญชลี มุตตามระ ประธานกลุ่มชมรมบริษัททัวร์ฮ่องกง ประเมินสถานการณ์ให้ฟังว่า ในช่วงที่รัฐบาลฮ่องกงประกาศห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยในช่วง 1 สัปดาห์นี้ ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปราว 11.5 หมื่นคน โดยคนฮ่องกงจะใช้จ่ายคนละ 4,000 บาท/วัน เพื่อซื้อสินค้าทางการท่องเที่ยว รับประทานอาหาร ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่รวมการจ่ายค่าแพ็กเกจทัวร์ ซึ่งเฉลี่ยวันพักคนละ 5 วัน
ทั้งนี้ เชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยสูญเสียรายได้ทางการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวมีระบบเป็นลูกโซ่ ซึ่งผลกระทบนี้จะต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลสงกรานต์ หลังจากนั้นตลาดฮ่องกงจะฟื้นตัวยาก โดยผู้ประกอบการบริษัททัวร์ต้องแบกภาระอย่างหนัก ในด้านค่าใช้จ่ายการโฆษณาประชาสัมพันธ์แพ็กเกจทัวร์ผ่านสื่อฮ่องกง รวมถึงจะถูกบริษัททัวร์และนักท่องเที่ยวฮ่องกง กดราคาค่าแพ็กเกจทัวร์อย่างหนัก เพราะจะนำเรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นข้ออ้าง
“
ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยเหลียวแลในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพราะตลาดนี้แย่มานานกว่า 3 ปี เริ่มฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่กลับต้องพบวิกฤตรอบใหม่ ทำให้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการตลาดนี้ปิดกิจการไปจำนวนมาก” อัญชลี กล่าวนอกจากนี้ผลกระทบที่จะตามมา คือปัญหาด้านโครงสร้างราคาแพ็กเกจทัวร์ ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระ โดยบริษัททัวร์และนักท่องเที่ยวฮ่องกงจะกดราคาแพ็กเกจทัวร์ตามมา อย่างไรก็ตามจากการสำรวจสถานการณ์การท่องเที่ยว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความกังวลว่า เมื่อรัฐบาลฮ่องกงประกาศห้ามการเดินทาง เชื่อว่ารับบาลจีนจะออกประกาศในลักษณธนี้มาควบคุมนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน ซึ่งวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบการสัมพันธ์ไทยจีน บอกว่า ขณะนี้สมาชิกสมาคมฯได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยตั้งความหวังการชุมนุมในครั้งนี้จะไม่เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามหากการเคลื่อนไหวไม่เกิดความรุนแรง เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะขณะนี้นักท่องเที่ยวจะติดตามสถานการณ์ในช่วง 23 วันนี้ ก่อนการตัดสินใจจองแพ็กเกจทัวร์ ขณะที่ผู้ประกอบการบริษัททัวร์จีน ได้ทยอยวางมัดจำมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เพื่อจองเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟท์) และโรงแรมที่พักไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ใน 3 ระดับ ได้แก่ 1.การชุมนุมแต่ไม่รุนแรง ในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 1 ล้านคน 2.การเมืองมีความสงบ จำนวน 1.2 ล้านคน และ 3 กรณีการชุมนุมเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต นักท่องเที่ยวจะจีนมาไทยเพียง 6 แสนคนเท่านั้น
ในช่วงที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงอีกครั้ง ทางสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตตา) นำโดย อเนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยญี่ปุ่น ในฐานะกรรมการเฟตตา เล่าว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา เฟตตาได้ทำหนังสือถึงพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ขอให้ดูแลการชุมนุมไม่ให้เกิดความรุนแรง เพราะจะกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยวในตลาดญี่ปุ่น ผู้ประกอบการได้เฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้เริ่มมีบริษัททัวร์เจทีบี รายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศไทยหลายกรุ๊ป แต่ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขที่ลดลงได้
ความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังส่งผลต่ออารมณ์การเดินทางของคนไทย โดย มัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) บอกว่า ขณะนี้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้ทยอยยกเลิกการเดินทางในช่วงวันหยุดตลอดเดือนนี้ ราว 40% เพราะไม่กล้าเดินทางท่องเที่ยว
ด้าน กฤตย์ พัตรปาล กรรมการบริษัท พี.เค. เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ ผู้จัดงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 18 และเที่ยวทั่วโลก 2010 ระหว่างวันที่ 1114 มี.ค.นี้ บริเวณศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวยอมรับว่า จากการเปิดงานวันแรก พบว่าคนไทยยังให้ความสนใจเดินทางเข้าชมงาน โดยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปโดยตัดสินใจซื้อในวันแรกทันที จากปกติส่วนใหญ่จะเปรียบเทียบราคา ทำให้ในวันแรกมีผู้เข้าชมงานกว่า 5 หมื่นคน รายได้สะพัดกว่า 100 ล้านบาท
รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเริ่มมีกระแสความรุนแรงมากขึ้น โดยบริษัทได้เตรียมปรับกลยุทธ์รับมือ โดยหากเกิดความรุนแรงจนถึงขั้นรัฐบาลประกาศการใช้เคอร์ฟิว จะหยุดการจัดงานทันที และจะชดเชยให้กับผู้ประกอบการที่ร่วมออกงานกว่า 1,250 บูธ ในครั้งหน้า โดยยืดระยะเวลาการจัดงานเป็น 5 วัน จากเดิมมีแผนจัดอีกครั้งในวันที่ 25 ก.ย.นี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.
ทั้งนี้
“บริษัทจะเฝ้าติดตามเหตุการณ์วันต่อวัน ขณะนี้ได้ทำใจว่ายอดขายและยอดคนเดินทางจะลดลง ราว 1020% จากเป้าที่ตั้งไว้ 500 ล้านบาท ผู้ชม 4 แสนคน แต่ยังมั่นใจว่าการจัดงานช่วง 23 วันแรก น่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี” กฤตย์ กล่าว






