posttoday
ร่าง พรบ. คุมเข้มบัตรเครดิต

ร่าง พรบ. คุมเข้มบัตรเครดิต

06 มิถุนายน 2555

เหตุผล

เหตุผล

โดยที่ในปัจจุบันการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีผู้ประกอบธุรกิจ 2 ประเภท คือ ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลอื่นที่มิใช่สถาบันการเงิน ซึ่งการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตกรณีที่เป็นสถาบันการเงินเป็นไปตามกฎหมายว่า ด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ส่วนกรณีที่เป็นนิติบุคคลอื่นที่มิใช่สถาบันการเงินเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2515 ทำให้การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจทั้งสองประเภทมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ประกอบกับในปัจจุบันมีการใช้บัตรเครดิตกันอย่างแพร่หลาย แต่ยังไม่มีมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตไว้เป็นการเฉพาะ รวมทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการใช้บัตรเครดิตที่ออกและใช้จ่ายภายในประเทศสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตไว้เป็นการเฉพาะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นี้

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

พ.ร.บ.นี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 33 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

มาตรา 11 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้ใด โดยที่ผู้นั้นมิได้มีคำขอ เว้นแต่เป็นการออกบัตรใหม่แทนบัตรเดิมที่หมดอายุ หรือมีเหตุอื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

หมวดที่ 4

หน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและการคุ้มครองผู้ถือบัตร

มาตรา 22 ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีหน้าที่แจ้ง เปิดเผย หรือให้ข้อมูลแก่ผู้ถือบัตร รวมทั้งการเตือนเกี่ยวกับการทุจริตต่างๆ ในการใช้ข้อมูลหรือใช้บัตรเครดิต

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา 23 เมื่อผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตทราบหรือมีเหตุอันควรทราบว่า มีการโจรกรรมข้อมูลเครดิตหรือการทำธุรกรรมที่ไม่ปกติ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีหน้าที่แจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา 24 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเรียกเก็บเงินจากผู้ถือบัตรก่อนถึงวันครบกำหนดระยะเวลา ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา 25 การจัดให้มีศูนย์บริการลูกค้า การรับพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและกรณีอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้ถือบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและผู้รับบัตรมีหน้าที่อื่นใดเพิ่มเติมด้วยก็ได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา 26 ผู้ใดประกอบธุรกิจบัตรเครดิต โดยมิได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 7 หรือให้บริการแก่ผู้รับบัตรโดยมิได้รับอนุญาตตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี และรับตั้งแต่ 2 แสน-1 ล้านบาท

มาตรา 27 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 9 มาตรา 11 มาตรา 22 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท

มาตรา 28 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 มาตรา 12 มาตรา 33 มาตรา 17 มาตรา 18 หรือมาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

ในกรณีที่มีผู้กระทำความผิดตามมาตรา 27 มาตรา 28 หรือมาตรา 29 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น

มาตรา 32 ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต อันเนื่องมาจากการเป็นผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ผู้ให้บริการแก่ผู้รับบัตร ผู้รับบัตร หรือพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลดังกล่าว หรือจากการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ นำข้อมูลนั้นไปเปิดเผยหรือมอบให้แก่ผู้อื่นไม่ว่าด้วยเหตุใด ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ถือบัตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) การเปิดเผยโดยได้รับคำยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ถือบัตร

(2) การเปิดเผยตามหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี

(3) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจนั้น

(4) การจัดส่งข้อมูลเครดิตให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต

(5) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร