
พรีอุสปรับโฉมใหม่พลังไฮบริดแรง-รักโลก
หลังจากปรับโฉมไฮบริดรุ่นใหญ่ อย่าง “คัมรี ไฮบริด” ไปแล้ว ก็ถึงคิวไฮบริดรุ่นเล็กของโตโยต้า อย่าง “พรีอุสใหม่”
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
หลังจากปรับโฉมไฮบริดรุ่นใหญ่ อย่าง “คัมรี ไฮบริด” ไปแล้ว ก็ถึงคิวไฮบริดรุ่นเล็กของโตโยต้า อย่าง “พรีอุสใหม่” ที่ต้องปรับโฉมใหม่กันบ้าง หลังจากครบรอบที่ได้เปิดตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 หรือเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา งานนี้ต้องบอกเลยว่า โตโยต้าเขาปรับมาเอาใจคนรักโลก รักธรรมชาติมากขึ้นเพียบ
การลองขับโตโยต้าพรีอุสครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้ลองทั้งในเมืองและบนไฮเวย์ด้วยสภาพการจราจรจริง เพราะโหมดการขับขี่ที่จัดมาให้ใน พรีอุส ถือว่าครบถ้วนทุกการใช้งาน โดยมีให้เลือก 3 โหมด ทั้งการขับแบบโหดๆ ไปจนถึงโหมดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ
เริ่มตั้งแต่โหมดการขับขี่ทรงพลัง (PWR Mode) ที่ผสมผสานกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เต็มที่เพื่อการตอบสนองการขับขี่สูงสุด
ส่วนโหมดการขับขี่ประหยัดน้ำมัน (ECO Mode) ที่ระบบจะคำนวณการเลือกใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและกำลังจากเครื่องยนต์โดยคำนึงถึงความคุ้นค่าในการใช้พลังงาน และสุดท้ายคือโหมดการขับขี่เงียบสนิท (EV Mode) ที่ระบบเลือกใช้เฉพาะกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของแบตเตอรี่ด้วย
เริ่มต้นรักโลกก่อนออกเดินทางด้วยการเดินสำรวจรอบคัน พบว่า พรีอุสใหม่มีอะไรปรับเปลี่ยนไม่น้อย ตั้งแต่กันชนหน้าที่ถูกออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น พร้อมไฟหน้าแบบ LED ที่มาคู่กันกับระบบควบคุมการเปิดปิด และปรับสูงต่ำอัตโนมัติ รวมไปถึงไฟตัดหมอกและไฟท้าย ที่ถูกออกแบบให้สว่างและประหยัดพลังงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอย 15 นิ้ว ที่ออกแบบใหม่และมีน้ำหนักเบา ลดแรงเสียดทานในการหมุนวนของอากาศซุ้มล้อเพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำมัน รวมถึงกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวที่มาพร้อมกับระบบพับไฟฟ้า
แต่ที่ผมอยากเห็น “ของเล่น” ใหม่ของพรีอุส คือเทคโนโลยีอัจฉริยะของระบบระบายอากาศอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่มาคู่กันกับหลังคามูนรูฟ โดยระบบระบายอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ ทำงานได้โดยแผงโซลาร์ที่รับพลังงานจากแสงแดด และเปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ให้พัดลมในห้องโดยสารทำงานซึ่งช่วยลดอุณหภูมิในห้องโดยสารได้แบบไม่ต้องเปลืองน้ำมัน แม้ว่าจะจอดอยู่กลางแดดนานแค่ไหนก็ตาม
วิธีเปิดระบบระบายอากาศก็ง่ายๆ ครับ ใช้กุญแจรีโมตเปิดจากภายนอกตัวรถได้เลย ซึ่งก็ได้ลองเล่นดูถือว่าก็โอเคระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ยังดีกว่าเปิดประตูรถมาแล้วกลายเป็นไก่อบอยู่ในรถ
แต่ต้องเข้าใจนะครับว่า ระบบระบายความร้อนนี้จะทำงานได้เพียงเปิดพัดลมเท่านั้นครับ ยังไม่ถึงกับเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำ
ถึงเวลานั่งประจำการตำแหน่งพลขับ สำรวจภายในห้องโดยสารภายใน จุดนี้ถือว่าไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก แต่ที่ให้มาพร้อมการออกแบบซึ่งครบครันอยู่แล้ว อาทิ ระบบเครื่องเสียงใหม่ที่มาคู่กับระบบนำทาง พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่งและ Amplifier JBL รวมถึงช่องต่อ AUX/USB เบาะคนขับปรับไฟฟ้า เบาะหลังแยกพับปรับ 60 : 40 เพื่อความสะดวกสบายต่อการใช้งาน ซึ่งตำแหน่งจัดวางต่างๆ ภายในรวมถึงบนพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน ถือว่าสะดวกมากสามารถควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ
อีกความโดดเด่นภายในของห้องโดยสารนี้คือ จอแสดงข้อมูลขับขี่อัจฉริยะที่แสดงผลข้อมูลทุกอย่างของตัวรถพร้อมแสดงค่าการทำงานในขณะขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบ Headup Display จอแสดงผลความเร็วและระบบนำทางบนกระจกหน้าฝั่งคนขับ ช่วยให้ไม่ต้องละสายตาจากถนน ลูกเล่นเฉพาะตัวของพรีอุสใหม่ ที่ครั้งนี้เพิ่มเติมแสดงผลระบบนำทางเพิ่มเติมเข้ามาจากเดิมเพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัย
ล้อเริ่มหมุนออกจากใจกลางเมืองเผชิญกับรถติดลองกด Eco Mode ใช้เสียหน่อย เพราะรถค่อยๆ ไหลเรื่อยๆ มีบางจังหวะเร่งแซงตามสภาพถนนบ้าง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Eco Mode การขับขี่ก็คงไปต้องแบบเรื่อยๆ เวลากดเร่งแซงในโหมดนี้อาจไม่ตอบสนองเท่าไหร่นัก
ระหว่างค่อยๆ เลื้อยไปในเมืองก็ลองสังเกตทัศนวิสัยในการขับขี่ของพรีอุส เหลือบไปดูกระจกมองหลัง มองดูไปก็เหมือนจะสับสนเพราะกระจกหลังถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งในความรู้สึกเหมือนจะหลอกตา แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่ากระจกหลังถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์จึงต้องเป็นแบบนี้ ส่วนทัศนวิสัยรอบคันจากตำแหน่งพลขับถือว่าพอใช้ได้ แต่อาจจะมองไม่เห็นส่วนหน้ารถ ซึ่งอาจจะกะระยะยากสักนิด แต่รวมๆ ก็ถือว่าโอเค!
ย้ายตัวลองมานั่งด้านเบาะหลังระหว่างจอดพัก ด้วยความสูงของหลังคาที่ถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ จึงถูกทำให้ลาดเอียงลู่ลม ดังนั้นตอนประจำการที่เบาะหลังทำให้รู้สึกถึงพื้นที่ด้านบนของหลังคาดูอึดอัดไปสักนิด ด้วยความสูงของผมที่ 185 ซม. แต่ก็ถือว่าไม่น่าเกลียดเท่าไรนัก เพราะแลกด้วยพื้นที่เก็บของด้านหลังที่กว้างขวางสามารถใส่ถุงกอล์ฟได้ 2 ใบ พร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดกลางขนาดเล็กได้อีกสัก 1–2 ใบ ก็พอให้อภัยได้
กลับไปประจำการต่อในตำแหน่งพลขับกับสภาพการจราจรเริ่มคล่องตัวหลังจากล้อแตะบนมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าสู่พัทยา เพื่อทดสอบเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 2ZR–FXE VVT-i 4 สูบ แรงบิดสูงสุดเครื่องยนต์ที่ 142 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้า 82 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 207 นิวตันเมตร ที่มาพร้อมด้วยเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติที่ทำงานสอดคล้องกันเป็นอย่างดี พร้อมระบบคันเกียร์คืนกลับสู่ตำแหน่งเซ็นเซอร์อัตโนมัติ ให้ความรู้สึกสนุก สปอร์ต และสะดวกสบายในการเดินทาง
โหมดการขับขี่ถูกปรับมาสู่ PWR Mode เริ่มใช้ความเร็วมากขึ้นอัตราการตอบสนองของคันเร่งและพวงมาลัยเริ่มกระชับขึ้น ซึ่งความเร็วสูงสุดที่เจ้าพรีอุส ทำได้คือ 189 กม./ชม. เรียกได้ว่าพอถึงช่วงจังหวะต้องแรงก็แรงได้ ถึงช่วงรักโลกก็ทำได้ ซึ่งอัตราเร่งสามารถทำได้ดีแม้ขณะเร่งแซง แต่ช่วงล่างขณะขับด้วยความเร็วสูงอาจจะดูนิ่มไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าเกลียด เพราะรถรักโลกคันนี้ไลฟ์สไตล์น่าจะอยู่ในเมืองซึ่งต้องการความนุ่มนวลสบายของช่วงล่าง ซะมากกว่าการขับขี่ความเร็วสูง
ก่อนสิ้นสุดการเดินทาง ก็ลองปรับโหมดสุดท้ายเป็น EV Mode ที่ความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. ในระยะทางไม่เกิน 2 กม. ขับเคลื่อนด้วยเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ก็เพื่อประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ความรู้สึกตอนใช้โหมดนี้เหมือนเราลืมสตาร์ตเครื่องเลย เพราะมันเงียบสนิทมาก
สำหรับอัตราประหยัดน้ำมันโตโยต้าเขาเคลมไว้อยู่ที่ระดับ 21 กม./ลิตร ซึ่งตลอดการเดินทางไป–กลับ ระยะทางประมาณ 300 กม. ส่วนใหญ่วิ่งด้วยโหมด PWR Mode ส่วนใหญ่สลับกับ Eco Mode บ้างเป็นครั้งคราว ใช้น้ำมันไปประมาณเกือบครึ่งถังหรือประมาณ 20 ลิตร ของความจุถังน้ำมันเต็มที่ 45 ลิตร ด้วยการทดสอบลักษณะการใช้ในชีวิตประจำวันที่มีช่วงเร่งแซง ช่วงขับเร็ว ช่วงรถติด ...ถือว่าไม่ขี้เหร่!
พรีอุสใหม่ มีให้เลือก 5 สีสุดเทรนด์ ราคาค่าตัวก็เป็นราคาแบบคนรักโลก รักธรรมชาติ เริ่มต้นที่ 1,199,000-1,369,000 บาท







