
เศรษฐกิจไม่ดี...จะเปิดเสรีไปทำไม
โดย...จันทร์จิรา พึ่งวิริยะ
โดย...จันทร์จิรา พึ่งวิริยะ
คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานบริหาร INSAPS เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา “อนาคตประเทศไทยในพลวัตเอเชียแปซิฟิก” ในวันที่ 19 มิ.ย. ณ โรงแรมอิมพีเรียลควีนสปาร์ค กรุงเทพฯ และโปรดติดตามบทสัมภาษณ์วิทยากรท่านต่อไป คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มิ.ย.
เศรษฐกิจไม่ดี...จะเปิดเสรีไปทำไม?
เรื่องจันทร์จิรา พึ่งวิริยะ
“ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี เรายิ่งต้องหาทางออก นอกจากเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เฉพาะหน้าแล้ว เราจำเป็นต้องวางแผนอนาคตควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศต้องถอยหลังกลับมาติดหล่มอีก นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ไทยต้องเดินหน้าเข้าสู่เวทีการค้าโลก” อภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานบริหาร สถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา (INSAPS) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาของแพง ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามทุ่มเทการทำงานเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะละเลยการเข้าสู่เวทีการค้าโลก
ประธาน INSAPS อธิบายว่า หลายปีมานี้เศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ในตลาดโลกเกิดปัญหาค่อนข้างรุนแรง ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น กระทั่งล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นให้ทั่วโลกขวัญผวาก็คือ วิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งปัญหาที่ว่ามานี้ ล้วนแต่ส่งผลกระเทือนมาถึงไทยแล้วทั้งสิ้น
ไล่ตั้งแต่ภาคการค้า การส่งออกตั้งแต่ต้นปีของไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้ นั่นหมายถึงแรงกระเทือนจะมีผลไปถึงการจ้างงานในประเทศ มีผลเป็นลูกโซ่ไปถึงรายได้ของลูกจ้าง พนักงาน และแม้กระทั่งการเก็บรายได้ในรูปภาษีของรัฐ ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นก็เกิดความผันผวน ค่าเงินบาทก็ไม่นิ่ง
สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า แม้ไทยจะไม่อยากเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โลก แต่ในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนก็ยากที่ไทยจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะยิ่งหลีก ยิ่งหนีก็ยิ่งเจ็บตัว สู้เปิดรับความท้าทายจากตลาดโลก สร้างสรรค์โอกาส หาประโยชน์เข้ามาแทนจะดีกว่า
“หลายคนชอบพูดว่าเราเปิดประเทศเพื่อวิ่งตามคนอื่น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ที่เราต้องเปิดประเทศก็เพื่อออกไปหาเทคโนโลยี หาข้อมูล หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ มาเสริมศักยภาพเรา ไปต่อรองเอาผลประโยชน์เข้าประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และไทยไม่จำเป็นต้องกลัวใครในเวทีโลก”
อย่างไรก็ดี การจะเดินหน้าได้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันวางแผน กำหนดจุดยืนให้ชัด วันนี้ประเทศไทยไม่มีจุดขายเรื่องแรงงานค่าจ้างถูกอีกต่อไปแล้ว เราจึงต้องเน้นส่งเสริมสินค้าที่เรามีความถนัด แข่งขันได้ เช่น ไทยชำนาญเรื่องอาหาร ก็มุ่งสู่การเป็นครัวของโลก ชูคุณภาพนำราคา ปิดจุดอ่อนค่าจ้างแพง
ตลอดจนวางแผนตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดใหญ่ที่มีปัญหาอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น อียู แต่ยังจำเป็นต้องรักษาฐานตลาดเก่าไว้ เผื่อว่าเมื่อใดตลาดเหล่านี้ฟื้น ไทยก็จะไม่เพลี่ยงพล้ำ แต่ในระหว่างนี้ต้องเพิ่มตลาดใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง จีน อินเดีย และอาเซียน เข้าไป เป็นการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์
ที่ว่านี่คือ การปรับกระบวนการทำงานในปัจจุบันให้มีภาพที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ นำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง แทนการวางยุทธศาสตร์แบบกระจายไปทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะประสบความสำเร็จทั้งหมด เพราะแม้แต่ในต่างที่พัฒนาแล้วก็ยังมีทั้งอุตสาหกรรมที่เด่น และด้อย แตกต่างกันไป ไม่มีชาติไหนสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยในเวทีโลกได้จริง ต้องเพิ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy เข้ามาด้วยและต้องทำอย่างเข้มข้น การส่งเสริมต้องสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมา สร้างโอกาให้เกิดขึ้น สร้างบุคลากรที่มีไอเดียให้สามารถผันตัวเองเข้าสู่วงการได้
นอกจากเรื่องของการพัฒนาคนแล้ว ก็ยังต้องเอื้อเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาช่วยเสริมด้วย Creative Economy ของไทยจึงจะแจ้งเกิดได้สำเร็จ และหากทำได้จริง Creative Economy จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว
ประธาน INSAPS ย้ำด้วยว่า เรื่องการค้าเสรีเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ไม่เฉพาะแค่องค์กรรัฐเท่านั้น เพียงแต่การริเริ่มในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะประเด็นนโยบายในการนำพาเศรษฐกิจประเทศไปสู่ประชาคมโลก รัฐต้องวางนโยบาย กำหนดทิศทางให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศให้ได้ก่อน แล้วทุกฝ่ายจึงจะสามารถช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายได้
แต่ ณ วันนี้ เรายังไม่มีเป้าหมายที่แน่ชัดว่าจะไปในทิศทางใด สถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะองค์กรด้านวิชาการ จึงได้กำหนดจัดเวทีสัมมนาระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าโลก ในหัวข้อ อนาคตประเทศไทยในพลวัตเอเชียแปซิฟิก ในวันที่ 19 มิ.ย. ณ โรงแรมอิมพีเรียลควีนสปาร์ค กรุงเทพฯ ในโอกาส มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ครบรอบ 50 ปี เพื่อเป็นข้อมูลส่งผ่านไปถึงองค์กรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนความพร้อมของประเทศสู่เวทีโลก และส่งสัญญาณกระตุ้นเตือนภาคประชาชน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก หรือเอสเอ็มอี ให้ตื่นตัวรับการเปลี่ยนแปลง
เฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 และการทำข้อตกลงการค้าเสรีในระบบทวิภาคี (เอฟทีเอ) กับนานาประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วในปัจจุบันหลายฉบับ อาทิ เอฟทีเอออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย และจีน เป็นต้น แนวโน้มหลังจากนี้จะมีการขยายข้อตกลงเปิดเสรีครอบคลุมประเภทสินค้ามากขึ้น รวมไปถึงภาคการลงทุน ธุรกิจบริการ และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งทุกคนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องแน่นอน ไม่สามารถจะเลี่ยงได้
ดังนั้น หากไม่เตรียมการกันตั้งแต่วันนี้ รอจนคู่แข่งเข้ามาประชิดตัว เมื่อคิดจะแข่ง ระวังอาจไม่ทันการณ์







