
บุกตลาดบังกลาเทศ-ยูเออีปูทางขยายการค้า
ผลการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระหว่างวันที่ 1619 พ.ค.ที่ผ่านมา ของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ร่วมกับคณะข้าราชการจากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และกระชับความสัมพันธ์ทางการค้านั้น ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันยอดมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับประเทศที่ไปเยือนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายใน 5 ปี
ผลการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระหว่างวันที่ 1619 พ.ค.ที่ผ่านมา ของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ร่วมกับคณะข้าราชการจากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และกระชับความสัมพันธ์ทางการค้านั้น ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันยอดมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับประเทศที่ไปเยือนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายใน 5 ปี
รมว.บุญทรง กล่าวว่า แผนผลักดันให้ยอดมูลค่าการค้าทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตามนโยบายของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเน้นไปที่การให้ประเทศคู่ค้าที่ไปเยือนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการเจรจาให้เกิดความร่วมมือสำรองอาหารด้านความปลอดภัยระหว่างกัน ซึ่งกรณีนี้จะช่วยเพิ่มยอดการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปในตัว
แม้ว่าการทำนโยบายสำรองอาหารเพื่อความปลอดภัย จะไม่ได้เกิดการนำเข้าสินค้าอาหารทันทีทันใด แต่การทำบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ที่จะนำเข้าอาหารจากไทยแบบล่วงหน้า จะช่วยเพิ่มยอดการส่งออกในอนาคต เหมือนกับเป็นการฝากไทยให้เก็บสต๊อกสินค้าไว้ก่อน
อย่างการเดินทางไปเยือนบังกลาเทศ โดยได้เข้าพบกับรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีกระทรวงอาหารและการจัดการภัยพิบัติของบังกลาเทศ ได้มีการตกลงที่จะนำเข้าข้าวจากไทยในอีก 2 เดือนข้างหน้าปริมาณ 2.5 แสนตัน ตามข้อตกลงเอ็มโอยูที่บังกลาเทศจะนำเข้าข้าวจากไทยปีละ 1 ล้านตัน เพราะผลผลิตข้าวบังกลาเทศเพิ่งออกตลาด ทำให้การนำเข้าช่วยเหลือนี้ยังไม่เหมาะสมกับระยะเวลา โดยยืนยันว่าราคาข้าวที่บังกลาเทศจะสั่งซื้อนั้น จะสูง กว่าราคาข้าวที่นำเข้าในปีก่อน
นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือให้รัฐบาลบังกลาเทศช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในประเทศในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะการก่อสร้าง และขอให้บังกลาเทศใช้ไทยเป็นประตูทำการค้ากับประเทศในอาเซียน หลังจากที่ไทยกับชาติสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ จะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
อย่างไรก็ดี บังกลาเทศต้องการให้ไทยให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับสินค้าของบังกลาเทศ แต่ไทยเห็นว่าควรลดภาษีในรูปแบบของการจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างกันมากกว่า
ปัจจุบันบังกลาเทศเป็นคู่ค้าอันดับที่ 42 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้รองจากอินเดีย โดยปี 2554 การค้าทั้งสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 1,257 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 38.22% ไทยได้ดุลการค้าบังกลาเทศ 1,173 ล้านเหรียญสหรัฐ หากผลักดันให้ยอดการค้าทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายใน 5 ปี หรือปี 2559 การค้าทั้งสองฝ่ายจะต้องมีมูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่การเดินทางไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้หารือกับรัฐมนตรีการค้ากระทรวงต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นการเดินทางมาแนะนำตัวและหารือถึงการค้าระหว่างไทยและยูเออี ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและยูเออีเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากปีที่ 2554 ที่มีมูลค่าการค้ารวมกัน 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้าให้กับยูเออี 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศ
ไทยจึงขอให้ทางยูเออีช่วยสนับสนุนการนำเข้าสินค้าอาหารจากไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าข้าวที่ตกลงกันว่าจะมีการทำสต๊อกสำรองอาหารให้กับกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) 6 ชาติ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ และบาห์เรน ซึ่งจะเริ่มจากสินค้าข้าว ก่อนขยายไปยังสินค้าเกษตรรายการอื่น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการนำเข้าข้าวในกลุ่มยูเออี ซึ่งส่วนใหญ่ 70% จะเป็นข้าวบาสมาติ เป็นการนำเข้าจากอินเดียและปากีสถาน โดยข้าวขาวมีการนำเข้า 15% จากไทยและเวียดนาม ข้าวหอมมะลินำเข้า 10% จากไทย และข้าวนึ่ง 5% จากเวียดนาม ปากีสถาน ไทย และอินเดีย ถือว่าสัดส่วนการนำเข้าข้าวจากไทยยังน้อยอยู่ แต่ยังมีช่องทางที่ขยายการนำเข้าข้าวเพิ่มมากขึ้นเพราะยูเออี โดยเฉพาะในเมืองดูไบถือเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง เนื่องจากมีเทรดเดอร์ที่นำเข้าข้าวและส่งออกไปยังประเทศกลุ่มแอฟริกาและอีกหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้นหากร่วมมือกันได้ จะทำให้เพิ่มยอดการส่งออกข้าวไทยให้มากขึ้น
ในโอกาสเดียวกันนี้ จึงได้ไปหารือกับผู้บริหารของบริษัท แพลทินัม คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ในตะวันออกกลางและแอฟริกา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องข้าวระหว่างกัน โดยไทยได้อธิบายโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐาลทำอยู่และการสร้างมาตรฐานข้าวไทย ส่วนแพลทินัมได้แจ้งว่า มีตลาดข้าวในมือค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เป็นตลาดในแอฟริกาที่ต้องการข้าวคุณภาพสูง แต่รูปแบบการทำธุรกิจจะเป็นลักษณะเอกชนกับเอกชน (บีทูบี) มากกว่าการทำจีทูจี ดังนั้นรัฐบาลจะผลักดันให้เอกชนข้าวของไทยเข้าไปทำตลาดดังกล่าวมากขึ้น
ทุกวันนี้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 8 ของไทย และเป็นคู่ค้าลำดับ 1 ของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยการค้าทั้งสองฝ่าย ปี 2554 มีมูลค่า 1.72 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.19% ซึ่งหากผลักดันให้มูลค่าการค้า 2 ฝ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายใน 5 ปี หรือปี 2559 จะต้องมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ







