
ยุทธศาสตร์ไทยเพื่อการก้าวสู่ AEC (ตอนที่ 1)
โดย...เกษมสันต์ วีระกุล
โดย...เกษมสันต์ วีระกุล
ผมรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจที่ได้รับการทาบทามจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ให้มาเขียนคอลัมน์ที่เกี่ยวข้องกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ตอนนี้ทุกคนเรียกกันจนติดปากว่า AEC (Asean Economic Community) ที่ผมบอกว่ารู้สึกเป็นเกียรติเพราะหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ มีผู้อ่านที่มีคุณภาพ ซึ่งนั่นอาจทำให้ผมจับพลัดจับผลูเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพไปกับเขาบ้าง ส่วนที่ผมบอกว่ารู้สึกดีใจ เพราะผมมั่นใจว่าผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนแรกๆ ที่พูดถึงการเตรียมประเทศเพื่อรองรับ AEC
ผมเคยบอกว่า ภายในปี 2558 อาเซียนจะรวมตัวกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและปรับสถานะไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC การทำมาค้าขาย การลงทุนรวมไปถึงการทำงานจะคล่องตัวมากจนเปรียบเสมือนไม่มีพรมแดนระหว่างกัน สินค้า วัตถุดิบ เงินทุน แรงงาน (บางประเภท) จะไหลเวียนอย่างมีอิสระ ใครที่ค้าขายแต่ในประเทศวันนี้อาจจะมีลูกค้าเพียง 60 ล้านคน เมื่อปี 2558 มาถึงลูกค้าของท่านก็จะเท่ากับคนใน AEC ทั้งหมดซึ่งมีราวๆ 600 ล้านคน
ตลาดใหญ่ขึ้น 10 เท่า เราก็มีโอกาสขายของได้มากขึ้น 10 เท่า หลายท่านอาจคิด ซึ่งก็อาจจะจริงครับถ้าท่าน พร้อม แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่านักธุรกิจในกลุ่มสมาชิก AEC อื่นๆ ก็คิดแบบเดียวกัน
เฉพาะ AEC นะครับที่ผมบอกว่ามีคนอยู่ 600 ล้านคน ถ้ารวมกับประเทศคู่ค้าของ AEC ซึ่งมีข้อตกลงทางการค้ากับ AEC ด้วยแล้ว อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ตลาดจะใหญ่ในระดับ 2,000 ล้านคน นั่นหมายความว่าโอกาสของเราคนไทยก็ยิ่งมากขึ้นด้วย แต่นั่นก็หมายความว่าการแข่งขันก็จะรุนแรงมากขึ้นด้วย ซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงนั้น ไม่ได้มาจากสมาชิกในกลุ่ม AEC เท่านั้น แต่จะมาจากประเทศต่างๆ ที่สนใจจะมาลงทุนใน AEC อีกด้วย
นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าเมื่อมีการรวมตัวเป็น AEC แล้ว การค้าขายระหว่างกันรวมถึงการค้าขายกับประเทศคู่ค้ากับ AEC นั้นจะโตขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก AEC ให้สูงขึ้นหลายเท่า แต่อัตราการเจริญเติบโต ในแต่ละประเทศจะไม่เท่ากันนะครับ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนจะคว้าโอกาสอันนี้ไว้ได้
ผมคิดว่า AEC นั้นเป็นทั้งโอกาสทองของคนไทย และประเทศไทย หากเราเตรียมตัวเองให้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นกับดักทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนไทยและประเทศของเราตกต่ำหากเตรียมตัวไม่ดี
ที่ผมคิดเช่นนั้นก็เพราะคนไทยและประเทศไทยจะมีโอกาสคว้าประโยชน์จาก AEC ได้มากกว่าประเทศอื่นๆ ก็ต่อเมื่อเรามีความพร้อมกว่าประเทศอื่นๆ เราต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อตกลงและกติกาการค้าขาย การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน ถ้าเราอยากให้มีคนมาค้าขาย มาลงทุนเยอะๆ ก็ต้องถามตัวเองว่าโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของเราเป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับของประเทศอื่นๆ ระบบภาษีและโครงสร้างภาษีของเราสูงหรือต่ำกว่าประเทศอื่นๆ คนของเรามีความสามารถทางด้านภาษาพร้อมทำงานกับคู่ธุรกิจต่างชาติมากน้อยเพียงใด
ผมบอกว่า AEC นั้นเป็นเหมือน “สึนามิ ทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเรายังไม่เคยเห็นมาก่อน เรายังนึกภาพมันไม่ออกหรอกว่ามันจะส่งผลอย่างไร เปรียบเหมือนตอนที่ประเทศไทยยังไม่เคยเจอสึนามินั่นแหละครับ มีใครนึกภาพออกมั้ยครับว่า สึนามิหน้าตาเป็นอย่างไร อานุภาพการทำลายล้างสูงแค่ไหน “สึนามิ ทางเศรษฐกิจ” หรือ AEC ก็เหมือนกันครับเรานึกภาพไม่ออกหรอกครับว่าผลมันจะขนาดไหน
อย่าว่าแต่คนไทย ประเทศไทยเลยครับ ลองดูประเทศใน EU ตอนนี้สิครับ ขนาดส่วนใหญ่ประเทศของเขามีความพร้อมกว่าเราในหลายด้าน แล้วผลของการรวมตัวเป็นประชาคมยุโรปส่งผลอย่างไร ทำท่าจะล้มละลายกันหลายประเทศและทำท่าจะลามไม่หยุดอีกด้วย
ประเทศไทยเราเองก็เถอะครับ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วที่เราเปิดเสรีทางการเงิน ตอนนั้นก็ผู้บริหาร นักวิเคราะห์ นักการเงิน กูรู กูไม่รู ทั้งหลายคิดกันว่าไงครับ ตอนนั้นเราคิดกันว่าประเทศไทยมีความพร้อมแล้วนะ หากเปิดเสรีทางการเงิน เราจะมีเงินทุนไหลเข้าออกเยอะและคล่องตัว เป็นโอกาสทองของไทยเราในการลงทุนพัฒนาประเทศให้เติบโต โอกาสทองชัดๆ มองมุมไหนก็เห็นแต่โอกาสเจริญเติบโต เห็นแต่ความเจริญรุ่งเรือง แล้วผลเป็นไงครับ เปิดเสรีทางการเงินได้ไม่นาน ประเทศไทยของเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่และลามไปทั่วภูมิภาค กลายเป็น “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ประเทศไทยของเราที่ว่าจะเติบโต กลับถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกว่าเป็นประเทศที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคเสียนี่
แล้ว AEC ล่ะครับ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนไทยและประเทศไทยนั้นยังคาดการณ์ได้ยาก แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือในฐานะเอกชน ก็คือเราต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด ต้องรู้ว่าเรากำลังจะเผชิญกับอะไร อะไรคือจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์กรเราและเราจะก้าวไปทางไหน ในส่วนรัฐบาล ก็ต้องรู้ว่าสถานะของประเทศเราเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิก AEC ด้วยกันอะไรคือจุดเด่น อะไรคือจุดด้อย เราต้องเตรียมความพร้อมอะไรอีก อะไรคือยุทธศาสตร์ที่ควรจะมีเพื่อประเทศไทยจะได้ประโยชน์สูงสุดจาก AEC และไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนหลายๆ ประเทศในยุโรปตอนนี้
เอาไว้สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อนะครับ
ท่านผู้อ่านได้ลองนำไปคิดและยินดีแลกเปลี่ยนความเห็นได้ตามอีเมล นะครับ







