
แบงก์หวั่นนโยบายดอกเบี้ยทำกำไรหด
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
มีกราฟฟิก 1 ตัว ชื่อ ไฟล์ int_rate.eps
แน่นอนแล้วว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3% เนื่องจากไม่ต้องการกระตุกเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวได้ดีและเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ให้ต้องสะดุดลง
แม้ กนง.ยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่ก็เชื่อว่าเงินเฟ้อจะเริ่มเข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง จากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และราคาพลังงานที่จะส่งผ่านมายังต้นทุนและราคาสินค้า
ปัจจัยข้างต้นสะท้อนแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจากนี้ ว่าคงจะมีแต่ทรงตัวไว้เป็นกระสุนสำรอง หากสถานการณ์ในยุโรปลุกลามบานปลาย หรือปรับขึ้นเพื่อชะลอภาวะเงินเฟ้อ
ตัดภาพกลับมาที่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จะเห็นว่าสินเชื่อมีการเติบโตในอัตราที่สูงมาก โดยในไตรมาสที่ผ่านมา สินเชื่อรวมทั้งระบบมีการขยายตัวขึ้นถึง 13.7% ซึ่งเป็นผลมาจากภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่สดใสและเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
จนทำให้สำนักเศรษฐกิจต่างๆ ทยอยออกมาปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เนื่องจากคาดว่าการลงทุนจากภาคเอกชนและภาครัฐในปีนี้จะขยายตัวทั้งปีได้ไม่ต่ำกว่า 12% เมื่อมีการลงทุนย่อมหมายถึงโอกาสในการเติบโตของสินเชื่อ
ดังนั้น เราจึงเห็นภาพของธนาคารพาณิชย์แข่งขันระดมเงินฝากผ่านแคมเปญพิเศษดอกเบี้ยสูงกันค่อนข้างรุนแรง เช่น ธนาคารทิสโก้ที่ออกเงินฝากพิเศษอายุ 5 เดือน และ 10 เดือน ชูดอกเบี้ยสูง 3.2% ต่อปี และ 3.4% ต่อปี ธนาคารธนชาตที่ออกเงินฝากประจำ 88 วัน ดอกเบี้ย 2.88% ต่อปี และเงินฝากประจำ 8 เดือน” รับดอกเบี้ย 3.3% ต่อปี
ในภาวะที่ดอกเบี้ยลงไม่ได้ขณะที่เงินฝากก็ต้องแข่งขันกันสูง ส่งผลให้ธนาคารมีต้นทุนเพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้คือส่วนต่างดอกเบี้ย (สเปรด) ที่ลดลง ซึ่งปรากฏการณ์นี้เริ่มก่อตัวให้เห็นแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรกที่ผ่านมา
โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์มีการเร่งระดมเงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 2.1 แสนล้านบาท เพื่อนำมารองรับการขยายตัวของสินเชื่อที่มีแนวโน้มเติบโตสูง โดยคาดว่าไตรมาสนี้สภาพคล่องในระบบมีแนวโน้มตึงตัวขึ้นจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันระดมเงินฝากในกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเป็นไปอย่างรุนแรงต่อเนื่อง
ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ยอมรับว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารในไตรมาสแรกปรับตัวลดลงจาก 2.81% ลงมาอยู่ที่ 2.6% ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจ ทำให้ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 647 ล้านบาท หรือ 4.7%
โดยไตรมาสที่ผ่านมาธนาคารระดมเงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 5.76 หมื่นล้านล้านบาท เนื่องจากภาครัฐเริ่มมีความชัดเจนในแผนการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนและสินเชื่อเพื่อการลงทุนระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีขนาดกลาง
กฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจธนาคารต้องจับตาดูทิศทางของดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของภาวะเงินเฟ้อ วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ขณะที่ภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกก็ออกมาดี ซึ่งถือเป็นงานหินในการบริหารต้นทุนของธนาคาร
“ทิศทางดอกเบี้ยในปีนี้คาดเดายาก ไม่มีใครกล้าฟันธง มีเรื่องเงินเฟ้อและปัจจัยภายนอก ทำให้ กนง.ต้องบาลานซ์เศรษฐกิจ ฝั่งแบงก์เองก็มีต้นทุนจากการถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากเพิ่ม ความต้องการสินเชื่อก็มีสูง เราจึงต้องเกาะติดเรื่องดอกเบี้ย” กฤษฎา กล่าว
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์จะต้องเผชิญหน้าในปีนี้ เพื่อรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยดัชนีสำคัญที่เครื่องชี้วัดความสามารถในการสร้างรายได้และทำกำไรของธนาคาร







