
พิษของแพงชาวบ้านแห่จำนำ
รถลีสซิ่งกสิกรไทยยอดสินเชื่อพุ่ง เล็งปรับค่างวดป้องกันหนี้เสีย
รถลีสซิ่งกสิกรไทยยอดสินเชื่อพุ่ง เล็งปรับค่างวดป้องกันหนี้เสีย
ค่าครองชีพสูงดันตลาดจำนำทะเบียนรถโต ลีสซิ่งกสิรกรไทยรับอานิสงส์ พ่วงยอดขายรถป้ายแดงโต ปล่อยสินเชื่อกระฉูด 1.7 หมื่นล้านบาท
นายอัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อและเช่าใช้รถยนต์ได้ถึง 1.75 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,700 ล้านบาท หรือ 26% และสูงกว่าเป้าที่ได้ตั้งไว้อยู่ที่ 1.30 หมื่นล้านบาท หรือ 34% โดยมีกำไร 102 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ที่ 98 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 4.08%
ทั้งนี้ แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถป้ายแดง 8,679 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 2,144 ล้านบาท หรือ 32% สินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 8,840 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 2,340 ล้านบาท หรือ 36% นอกจากนี้ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถก็เติบโตดีเช่นกัน เนื่องจากค่าครองชีพสูง บวกกับผู้ให้บริการแต่ละแห่งโฆษณากันมากและลงมาแข่งสินเชื่อประเภทนี้ ทำให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเติบโตขึ้นไปอีก ซึ่งในไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถไปแล้ว 2,000 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ทั้งปี 8,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทั้งค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ส่งผลต่อการพิจารณา หรือทำให้ต้องเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทจะใช้วิธีพิจารณาและช่วยเหลือลูกค้าด้วยการปรับค่างวดให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกค้า ให้สามารถมีรถและผ่อนค่างวดได้จนครบสัญญา
ส่วนสินเชื่อคงค้างไตรมาสแรกที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.68 หมื่นล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 6.47 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลอยู่ที่ 0.97% จากเป้าที่ตั้งไว้ 1.15%
นายอัครนันท์ กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีการปรับเป้าใหม่จนกว่าจะผ่านไตรมาส 2 ไปแล้ว เพื่อรอดูความชัดเจนถึงแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้ออีกครั้งก่อน โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ไว้ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท มีสินเชื่อคงค้างที่ 8.1 หมื่นล้านบาท
นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2 นี้ บริษัทมุ่งเจาะไปยังกลุ่มรถยนต์ประเภทอีโคคาร์ ซูเปอร์คาร์ และรถกระบะที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้น ล่าสุดได้ออกแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับรถมิตซูบิชิ รุ่นมิราจ ซึ่งเป็นรถอีโคคาร์ เพื่อเสนอโปรแกรมผ่อนแบบบอลลูน ที่ดาวน์เริ่มต้น 20% ผ่อนเดือนละประมาณ 4,000 บาท และชำระค่างวดที่เหลือในเดือนสุดท้ายอีก 20% ซึ่งเป็นการผ่อนชำระที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสภาพคล่องทางการเงินสูงและมีเงินหมุนเวียน
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ศึกษาเพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มตลาดรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ในกลุ่มบิ๊กไบค์ หรือ จักรยานยนต์ขนาดใหญ่ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มทำตลาดในครึ่งปีหลังปีนี้
นายอิสระ กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ตลอดปีนี้คาดว่า จะอยู่ประมาณ 1.051.10 ล้านคัน หรือเติบโต 32%38% และคาดว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ก็อยู่ประมาณ 8.3 แสนล้านบาท หรือเติบโต 35% โดยยอดขายรถยนต์ในประเทศไตรมาสแรกที่ผ่านมาได้ 277,631 คัน เพิ่มจากปีช่วงเดียวกันของที่แล้ว 16.3% เฉพาะแค่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้จำนวน 110,928 คัน ซึ่งเป็นสถิติยอดขายต่อเดือนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มียอดขายต่อเดือนมากกว่า 1 แสนคัน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแข่งขันด้านราคาในธุรกิจเช่าซื้อน่าจะลดลง โดยผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อยังคงอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง แล้วเน้นการปรับกลยุทธ์การตลาด ด้วยการเร่งทำตลาดดีลเลอร์เพิ่มขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการได้ลูกค้าใหม่
ส่วนตลาดรถยนต์มือสอง ซึ่งเคยเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการบางรายในการขยายฐานสินเชื่อที่สร้างรายได้จากมาร์จิ้น อาจได้รับผลบวกลดลง เนื่องจากส่วนต่างระหว่างราคารถใหม่กับรถเก่าบางรุ่นที่แคบลง ส่วนมาตรการกระตุ้นยอดขายรถยนต์จากภาครัฐและเอกชนในช่วงที่เหลือ เช่น ความคืบหน้าในการต่ออายุโครงการรถยนต์คันแรก การปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ความนิยมของผู้บริโภคต่อรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เปิดตัวออกมา ทิศทางราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
“ยอดขายรถยนต์ตลอดปีนี้ คาดว่าจะอยู่ประมาณ 1.05-1.10 ล้านคัน หรือเติบโต 32-38% และคาดว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ก็อยู่ประมาณ 8.3 แสนล้านบาท หรือเติบโต 35%” นายอิสระ กล่าว







