
รุกรับด้วยระบบไอที
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลถึงความเป็นไปของประเทศไทยอย่างยิ่ง แต่กลับมีการพูดถึง หรือเตรียมความพร้อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในระดับรัฐบาล ที่เห็นการเตรียมตัวในเรื่องความร่วมมือในระดับกระทรวง ทบวง ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกน้อยมาก หรืออาจจะยังไม่ได้เริ่มต้นเป็นรูปธรรมเลยด้วย สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ให้เห็นภาพความร่วมมือว่า สมาชิกเออีซี 10 ประเทศไม่ได้แข่งขันกันเองเป็นหลัก แต่ต้องร่วมมือกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาเซียนยูเนียน หรือเอยู ให้สามารถเทียบเคียงกับอเมริกาหรืออียูได้
อย่างไรก็ตาม หากว่าความร่วมมือในระดับรัฐบาล ยังไม่เห็นความชัดเจนมากนัก อาจด้วยขั้นตอน กระบวนการ แต่บริษัทเอกชนซึ่งมีความคล่องตัวมากกว่า สามารถเริ่มต้นได้ และเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เอกชนมีความแข็งแกร่งและร่วมมือกับเอกชนประเทศอื่นๆ เพื่อสร้างขีดความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นได้ คือ การนำระบบไอทีมาใช้งาน โดยเฉพาะเข้ามาบริหารจัดการภายใน
วิบูลย์ ทาบสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและเทคโนโลยี บีไอ บริษัท ไอซอฟต์บีพีเอ็ม ผู้วางระบบไอที กล่าวว่า การนำระบบบริหารจัดการไอที โดยเฉพาะระบบอีอาร์พี และระบบบิซิเนส อินเทลลิเจนต์ หรือบีไอ เข้ามาช่วยให้การทำงานของบริษัทเอกชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่อาจเลือกใช้แบรนด์ระดับอินเตอร์จากต่างประเทศ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงระดับร้อยล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากเชื่อมั่นในชื่อเสียงและประสิทธิภาพ แต่แท้จริงแล้วอันดับแรกคือการสร้างความเข้าใจในการใช้งานเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบไอทีได้เต็มที่ ปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่ใช้งานเพียง 5060% ของระบบที่ติดตั้งไปเท่านั้น
“ไอทีต้องเข้ามาช่วยงานให้ง่ายขึ้น ต้องสามารถปรับแต่งระบบไอทีให้เข้ากับธุรกิจหลัก แต่หลายบริษัทในไทยกลับต้องปรับธุรกิจหลักให้เข้ากับระบบไอที ทั้งอีอาร์พีและบีไอ ทำให้เสียประโยชน์” วิบูลย์ กล่าว
สำหรับองค์กรใหญ่ๆ ที่มีงบประมาณอาจไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับเอสเอ็มอี ที่มีสายป่านสั้น ขาดตัวช่วยจากรัฐบาล และยังมีข้อจำกัดด้านอื่นๆ หากจะลงทุนมากขนาดนั้นอาจเป็นเรื่องยากลำบาก ดังนั้น ไอซอฟต์บีพีเอ็ม จึงเสนอโซลูชันระบบอีอาร์พีและบีไอสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี โดยใช้งบประมาณเริ่มต้นหลักแสนจนถึงล้านต้นๆ และสามารถปรับแต่งให้เข้ากับธุรกิจแต่ละด้านได้เป็นอย่างดี
หากมีเครื่องมือที่สามารถช่วยให้การ บริหารจัดการ และการคาดการณ์อนาคตของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ผู้ประกอบการก็สามารถเดินหน้าธุรกิจ สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
สุมาส วงศ์สุนพรัตน์ ประธานที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า เอสเอ็มอีคือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 2030% จีดีพีของประเทศมาจากการใช้จ่ายในภาคเอสเอ็มอี ดังนั้นหากเอสเอ็มอีล้มหายตายจากไปจะเป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ ดังนั้นการติดเขี้ยวเล็บให้เอสเอ็มอีสามารถสร้างความร่วมมือได้จึงเป็นภารกิจสำคัญ
“ถ้ามีเครื่องมือช่วยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการร่วมมือกับเอสเอ็มอีทั้งในและต่างประเทศ เสริมสร้างจุดแข็ง เสริมจุดอ่อนและอาศัยการประสานงาน” สุมาส กล่าว
ทั้งนี้ อุปสรรคหลักสำหรับประเทศไทย คือ ผู้นำทั้งในส่วนของรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ต้องมีความเข้าใจและสนับสนุนการร่วมมือ อีกทั้งต้องมีการให้ข้อมูล สร้างความตื่นตัวให้กับผู้ประกอบการในประเทศและให้ความรู้เพื่อให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง และสุดท้าย ระดับรัฐมนตรีต้องมีการหารือกันในภูมิภาค มีการจัดตั้งคณะกรรมการอาเซียนเพื่อสร้างจุดเด่นของเอยูให้เกิดขึ้น
ความเป็นไปได้คืออาจเลือก 5 ธุรกิจเอสเอ็มอีที่โดดเด่นจากทั้งอาเซียนมาทำงานร่วมกันเป็นคลัสเตอร์ เพื่อปั้นให้เป็นธุรกิจดาวเด่นของอาเซียนในระยะเวลาที่กำหนด เช่น เกษตรแปรรูป ท่องเที่ยว อาหาร และอัญมณี หากนึกถึงธุรกิจเหล่านี้ต้องมาที่ภูมิภาคนี้เท่านั้น ซึ่งเอสเอ็มอีไทยจะอาศัยความสามารถเฉพาะตัวต่างคนต่างทำไม่ได้แล้ว แต่ต้องร่วมมือกัน
การจะรุกจะรับในเชิงธุรกิจ ภายใต้ความร่วมมือเศรษฐกิจเออีซี ประเทศสมาชิกไม่ใช่คู่แข่ง แต่ต้องเป็นพันธมิตร ภายใต้เครื่องมือไอทีที่ช่วยยกระดับศักยภาพร่วมกัน







