posttoday
ค่าจ้างใหม่ทำต้นทุนพุ่งมิสทินกัดฟันตรึงราคา

ค่าจ้างใหม่ทำต้นทุนพุ่งมิสทินกัดฟันตรึงราคา

21 เมษายน 2555

โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

การปรับขึ้นค่าจ้างใหม่ในอัตรา 300 บาท กำลังเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่แม้จะไม่กระทบหนัก แต่ต้องปรับตัวเพื่อบริหารต้นทุนให้องค์กรเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัท เบตเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง ในระบบขายตรงชั้นเดียว แบรนด์ “มิสทิน” นำโดย ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจหลายประการ เพื่อรองรับอัตราค่าจ้างใหม่ รวมถึงการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

ดนัย กล่าวว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ 300 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของมิสทินเพิ่มขึ้นประมาณ 6% ปัจจุบันต้นทุนด้านแรงงานของบริษัทคิดเป็นสัดส่วน 1213% ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่มาก แต่บริษัทจำเป็นต้องบริหารต้นทุนการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงมากในธุรกิจขายตรงขณะนี้

สำหรับแนวทางในการดำเนินงานเบื้องต้นของมิสทินขณะนี้มี 2 แนวทาง คือ 1.ผลิตสินค้าในปริมาณมากขึ้นเพื่อความคุ้มค่า ซึ่งกรณีนี้ต้องเพิ่มพันธมิตรในการผลิตและจำหน่ายสินค้า ล่าสุดคือการจับมือกับวุฒิศักดิ์ คลินิก ในการผลิตสินค้าโลชัน มิสทิน ไวท์สปา กลูตาไธโอน ยูวีไวท์ อาศัยนวัตกรรมและช่องทางจำหน่ายของวุฒิศักดิ์ มาเสริมศักยภาพในการขายสินค้า

แนวทางที่ 2 คือ การหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ในต่างประเทศที่จะช่วยลดต้นทุน ซึ่งองค์ประกอบของเครื่องสำอางจะมีทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และฉลากสินค้า โดยบริษัทอาจต้องนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าประเทศไทย เพื่อจะได้ไม่ต้องปรับราคาสินค้าที่อาจจะกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง

“นโยบายของบริษัทก็คือการตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้อาจตรึงราคาสินค้าได้จนถึงสิ้นปี แต่หากจะปรับราคา จะทยอยปรับในสัดส่วนไม่เกิน 2-5% ให้กระทบต่อผู้บริโภคน้อยที่สุด” ดนัย กล่าว

สำหรับแผนระยะยาวบริษัทได้เตรียมการไว้แล้ว คือ การลงทุนสร้างโรงงานผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกำลังพิจารณาร่วมลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ที่ประเทศพม่า คาดว่าจะใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท โรงงานแห่งนี้มิสทินจะใช้ผลิตสินค้าเพื่อป้อนให้กับตลาดในประเทศและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ด้วย โดยเฉพาะหลังเปิดเออีซี เพราะปัจจุบันนี้มิสทินยังไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง

ส่วนประเทศไทยจะเป็นฮับในการขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) ซึ่งได้ก่อสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท พื้นที่ 70 ไร่ ที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี คลังสินค้าแห่งนี้จะรองรับการขยายตลาดในเออีซีที่กำลังจะมาถึงนี้ และทำให้มิสทินบรรลุเป้าหมายสู่ยอดขาย 2 หมื่นล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า จากปีนี้ที่คาดหมายว่าจะปิดยอดขายที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อนหน้านี้

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่